กู้ยืมเงินเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองประเภทหนึ่ง ซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในเงินที่ยืมนั้นตามจำนวนที่กำหนดไปให้แก่ผู้ยืมและผู้ยืมตกลงว่าจะคืนเงินจำนวนเดียวกันกับที่ยืมพร้อมดอกเบี้ยตามที่คู่สัญญาตกลงกันหรือตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อสังเกต

๑. การกู้ยืมเงินเกินกว่าสองพันบาทขึ้นไป หากมิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓)

๒. อัตราดอกเบี้ย ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปี หากกำหนดเกินกว่านั้นให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔)

นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.๒๔๗๕ ยังกำหนดไว้ว่าในกรณีที่มีการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ให้ดอกเบี้ยทั้งหมดตกเป็นโมฆะ ห้ามไม่ให้มีการคิดดอกเบี้ยทบต้น เว้นแต่ เมื่อค้างชำระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าหนึ่งปี คู่สัญญาสามารถตกลงกันให้เอาดอกเบี้ยทบเข้ากับต้นเงินแล้วคิดดอกเบี้ยในจำนวนที่ทบเข้ากันนั้นก็ได้ อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่สามารถคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ เช่น สัญญาบัญชีเดินสะพัดหรือในการค้าขายอย่างอื่นทำนองเดียวกัน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๕)

๓. ในการทำสัญญากู้ยืม หากผู้กู้ยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นแทนเงิน ให้คิดเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้น ในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ การตกลงกันเป็นอย่างอื่น ซึ่งขัดกับที่กล่าวมานี้ ย่อมตกเป็นโมฆะ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๖ วรรคหนึ่งและวรรคสาม)

๔. ในกรณีที่มีการชำระหนี้ โดยผู้ให้กู้ยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นแทนเงินที่กู้ยืมหนี้นั้นเป็นอันระงับไป โดยคิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ การตกลงกันเป็นอย่างอื่น ซึ่งขัดกับที่กล่าวมานี้ ย่อมตกเป็นโมฆะ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๖ วรรคสองและวรรคสาม)

๕. ในกรณีที่มีการคืนเงินที่กู้ยืมกันจะนำสืบถึงการใช้เงินได้ ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือได้มีการคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม หรือได้มีการแทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคสอง)


...ท.ปกรณ์...

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บรรพ ๓ เอกเทศสัญญา

ลักษณะ ๙ ยืม

หมวด ๑ ยืมใช้คงรูป


ปพพ. มาตรา ๖๔๐ อันว่า ยืมใช้คงรูป นั้น คือสัญญา ซึ่ง บุคคลคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ยืม ใช้สอย ทรัพย์สิน สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้เปล่า และ ผู้ยืม ตกลงว่า จะคืน ทรัพย์สิน นั้น เมื่อได้ใช้สอย เสร็จแล้ว


ปพพ.มาตรา ๖๔๑ การให้ ยืมใช้คงรูป นั้น ท่านว่า ย่อมบริบูรณ์ ต่อเมื่อ ส่งมอบทรัพย์สิน ซึ่ง ให้ยืม


ปพพ.มาตรา ๖๔๒ ค่าฤชาธรรมเนียม ในการทำสัญญา ก็ดี ค่าส่งมอบ และ ค่าส่งคืน ทรัพย์สิน ซึ่ง ยืม ก็ดี ย่อมตกแก่ผู้ยืม เป็นผู้เสีย


ปพพ.มาตรา ๖๔๓ ทรัพย์สิน ซึ่ง ยืมนั้น ถ้า ผู้ยืม เอาไปใช้การอย่างอื่น นอกจาก การอันเป็นปรกติ แก่ทรัพย์สินนั้น หรือ นอกจาก การอันปรากฏ ในสัญญา ก็ดี เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอย ก็ดี เอาไปไว้ นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ ก็ดี ท่านว่า ผู้ยืม จะต้องรับผิด ในเหตุทรัพย์สินนั้น สูญหาย หรือ บุบสลายไป อย่างหนึ่งอย่างใด แม้ถึงจะเป็น เพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่ จะพิสูจน์ได้ว่า ถึงอย่างไรๆ ทรัพย์สินนั้น ก็คงจะต้องสูญหาย หรือ บุบสลาย อยู่นั่นเอง


ปพพ.มาตรา ๖๔๔ ผู้ยืม จำต้องสงวน ทรัพย์สิน ซึ่ง ยืมไป เหมือนเช่น วิญญูชน จะพึงสงวน ทรัพย์สิน ของตนเอง


ปพพ.มาตรา ๖๔๕ ในกรณีทั้งหลาย ดั่งกล่าวไว้ใน มาตรา ๖๔๓ นั้น ก็ดี หรือถ้า ผู้ยืม ประพฤติฝ่าฝืนต่อ ความใน มาตรา ๖๔๔ ก็ดี ผู้ให้ยืม จะบอกเลิกสัญญาเสีย ก็ได้


ปพพ.มาตรา ๖๔๖ ถ้า มิได้กำหนดเวลากันไว้ ท่านให้คืน ทรัพย์สิน ที่ยืม เมื่อ ผู้ยืม ได้ใช้สอย ทรัพย์สินนั้น เสร็จแล้ว ตามการอันปรากฏในสัญญา แต่ผู้ให้ยืม จะเรียกคืนก่อนนั้น ก็ได้ เมื่อ เวลาล่วงไป พอแก่การที่ ผู้ยืม จะได้ใช้สอย ทรัพย์สินนั้น เสร็จแล้ว


ปพพ.มาตรา ๖๔๗ ค่าใช้จ่าย อันเป็นปรกติ แก่การบำรุงรักษา ทรัพย์สิน ซึ่ง ยืมนั้น ผู้ยืม ต้องเป็นผู้เสีย


ปพพ.มาตรา ๖๔๘ อันการยืมใช้คงรูป ย่อมระงับสิ้นไป ด้วยมรณะ แห่ง ผู้ยืม


ปพพ.มาตรา ๖๔๙ ในข้อความรับผิดเพื่อเสียค่าทดแทน อันเกี่ยวกับ การยืมใช้คงรูปนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้อง เมื่อ พ้นเวลา หกเดือน นับแต่ วันสิ้นสัญญา


ลักษณะของการยืมใช้คงรูป

๑.สัญญายืมใช้คงรูป คือ สัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ยืมให้บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน และผู้ยืมตกลงว่าจะใช้ทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้เสร็จแล้ว (มาตรา ๖๔๐)

๒.การยืมใช้คงรูปนั้น สาระสำคัญอยู่ที่ตัวทรัพย์สินซึ่งให้ยืม กฎหมายจึงกำหนดว่าสัญญาย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้ยืม เพราะหากไม่ส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้ยืม ผู้ยืมก็ไม่สามารถใช้สอยทรัพย์สินนั้นได้ ซึ่งไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของคู่สัญญา (มาตรา ๖๔๑)

๓. ค่าฤชาธรรมเนียมในการทำสัญญา ค่าส่งมอบและค่าส่งคืนทรัพย์สินที่ยืม ให้ผู้ยืมเป็นผู้เสีย เนื่องจากผู้ยืมเป็นผู้ได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว กล่าวคือได้ใช้สอยทรัพย์สินโดยไม่เสียค่าตอบแทน จึงสมควรให้ผู้ยืมเป็นผู้เสีย (มาตรา ๖๔๒)

๔. ในเรื่องเกี่ยวกับการใช้สอยทรัพย์สินที่ยืมนั้น กฎหมายได้กำหนดข้อห้ามดังต่อไปนี้

๔.๑ ห้ามมิให้ผู้ยืมเอาทรัพย์สินนั้นไปใช้เพื่อการอย่างอื่น นอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้น กล่าวคือ ต้องใช้ทรัพย์สินนั้นอย่างที่คนทั่วไปใช้

๔.๒ ห้ามมิให้ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินนั้น นอกเหนือจากที่ตกลงไว้ในสัญญา

๔.๓ ห้ามผู้ยืมเอาทรัพย์สินที่ให้ยืมไว้นานเกินไป

หากผู้ยืมกระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ผู้ยืมจะต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลาย แม้จะเกิดจากเหตุสุดวิสัยก็ตาม เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไรทรัพย์สินนั้นก็จะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั่นเอง นอกจากนี้ผู้ให้ยืมอาจอ้างเหตุที่ผู้ยืมฝ่าฝืนข้อห้ามนี้เพื่อบอกเลิกสัญญาก็ได้ (มาตรา ๖๔๓ ประกอบกับมาตรา ๖๔๕)

๕. ผู้ยืมจะต้องสงวนรักษาทรัพย์สินที่ยืมเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง หากผู้ยืมไม่ใช้ความระมัดระวังรักษาทรัพย์สินที่ยืมนั้น ผู้ให้ยืมอาจบอกเลิกสัญญาได้ (มาตรา ๖๔๔ ประกอบกับมาตรา ๖๔๕)

๖.ในกรณีที่ไม่ได้กำหนดเวลาคืนทรัพย์สินที่ยืมนั้น ก็ให้คืนทรัพย์สินยืมเมื่อผู้ยืมได้ใช้สอยทรัพย์สินนั้นเสร็จแล้วตามสัญญา แต่ผู้ให้ยืมจะเรียกคืนก่อนก็ได้ เมื่อล่วงเลยเวลาอันสมควรพอแก่การที่ผู้ยืมจะได้ใช้สอยทรัพย์สินนั้นเสร็จแล้ว แต่หากว่าไม่ได้กำหนดเวลาคืนไว้และในสัญญาก็ไม่ปรากฏว่ายืมไปใช้เพื่อการใด ผู้ให้ยืมจะเรียกคืนเมื่อไรก็ได้ (มาตรา ๖๔๖)

๗. ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาทรัพย์สินที่ยืมในกรณีปกติผู้ยืมต้องเป็นผู้เสีย

กล่าวคือ ในระหว่างที่ผู้ยืมได้ใช้สอยทรัพย์สิน ผู้ยืมก็ต้องเสียค่าบำรุงรักษาทรัพย์สินนั้นตามปกติ

๘. สัญญายืมใช้คงรูปย่อมระงับไป เมื่อผู้ยืมถึงแก่ความตาย เพราะสัญญายืมใช้คงรูปนั้นดูที่ผู้ยืมเป็นหลัก หากผู้ยืมถึงแก่ความตายแล้ว สัญญาย่อมระงับลงไม่ตกทอดไปยังทายาท


ข้อที่พึงต้องพิจารณา

๑. แม้ว่าสัญญายืมใช้คงรูป จะไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องทำตามแบบ

แต่อย่างไรก็ดี ควรมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืมนั้น ตั้งแต่ที่ได้ตกลงทำสัญญากัน เพื่อให้สัญญามีความสมบูรณ์และป้องกันการโต้แย้งในภายหลัง

๒. ผู้ยืมควรใช้สอยทรัพย์สินที่ยืมภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ เพราะ

หากฝ่าฝืนผู้ยืมต้องมีการรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น

๓. การฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าทดแทนอันเกี่ยวกับสัญญายืมใช้คงรูปนั้น ต้องฟ้องภายใน ๖ เดือนนับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลง


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5651/2541

โจทก์ร่วมได้มอบทรัพย์แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปขาย โดยจำเลยจะกำหนดราคาขายมากหรือน้อยหรือจะจัดการแก่ทรัพย์ นั้นอย่างไรก็ได้ จำเลยเพียงแต่มีหน้าที่ต้องนำเงินตามราคา ที่โจทก์ร่วมกำหนดไว้หรือนำทรัพย์สินมาคืนแก่โจทก์ร่วมเท่านั้น การที่จำเลยไม่ยอมนำทรัพย์ตามฟ้องมาคืนหรือมอบเงินแก่ โจทก์ร่วมถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทางแพ่งต่อโจทก์ร่วม เท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานยักยอก

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 1,077,700 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสุขสันต์ นุตะปราณี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 1,077,700บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมมีว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมเคยมอบสิ่งของประเภทเครื่องประดับแหวนเพชร สร้อยคอทองคำให้จำเลยไปขายประมาณ 3-4 ครั้ง ครั้งที่เกิดเหตุคดีนี้จำเลยได้มาหาโจทก์ร่วมเพื่อขอสินค้าไปให้ลูกค้าดูเป็นตัวอย่าง โจทก์ร่วมหยิบมาให้ดูแล้วจำเลยได้เอาสินค้าตามฟ้องไป 3 ชิ้น โจทก์ร่วมได้ตกลงให้จำเลยยืมไปสินค้า 3 ชิ้นที่จำเลยนำไปนั้นหากจะขายไม่ต้องขออนุญาตโจทก์ร่วมราคาสินค้า 3 ชิ้นที่โจทก์ร่วมบอกราคาแก่จำเลยนั้นจำเลยสามารถขายให้สูงหรือต่ำกว่าราคาดังกล่าวได้ สินค้าที่จำเลยเคยยืมจากโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเคยทำหลักฐานไว้เช่นเดียวกับคดีนี้ หลังจากพ้นกำหนด 1 สัปดาห์แล้วจำเลยไม่นำสินค้ามาคืน โจทก์ร่วมจึงนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยในข้อหายักยอก ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบกับเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งระบุว่าจำเลยได้ยืมทรัพย์ตามฟ้องไปจากโจทก์ร่วมแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมได้มอบทรัพย์ตามฟ้องแก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปขายโดยจำเลยจะกำหนดราคาขายมากหรือน้อยหรือจะจัดการแก่ทรัพย์นั้นอย่างไรก็ได้ จำเลยเพียงแต่มีหน้าที่ต้องนำเงินตามราคาที่โจทก์ร่วมกำหนดไว้หรือนำทรัพย์สินตามฟ้องมาคืนแก่โจทก์ร่วมเท่านั้น การที่จำเลยไม่ยอมนำทรัพย์ตามฟ้องมาคืนหรือมอบเงินแก่โจทก์ร่วมถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทางแพ่งต่อโจทก์ร่วมเท่านั้น การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานยักยอกตามฟ้องโจทก์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลย ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่าจำเลยและโจทก์ร่วมมิได้กำหนดราคาทรัพย์ตามฟ้องกันไว้ก่อนว่าราคาเท่าใดนั้นปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 ว่าได้มีการกำหนดราคากันไว้ชัดเจนแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยเป็นตัวแทนในการครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมเป็นของตนโดยทุจริตนั้นได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่ง ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่าตามเอกสารหมาย จ.1 ระบุชัดว่าเป็นเรื่องยืมใช้คงรูปจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำทรัพย์ที่ยืมมาคืน ก็ปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมซึ่งเบิกความไว้เองว่าสินค้า 3 ชิ้น ที่จำเลยนำไปนั้นหากจะขายไม่ต้องขออนุญาตโจทก์ร่วมและจะขายสูงหรือต่ำกว่าราคาในเอกสารหมาย จ.1 ก็ได้ จึงเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมมอบทรัพย์ตามฟ้องให้จำเลยนำไปขาย มิใช่เป็นเรื่องยืมใช้คงรูปดังที่โจทก์ร่วมฎีกา ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน


หมายเหตุ

การที่เจ้าของทรัพย์มอบทรัพย์ของตนให้ผู้อื่นไปขายเมื่อขายได้แล้วไม่คืนเงินที่ขายได้ก็ดี หรือขายไม่ได้แต่ไม่ยอมเอาทรัพย์มาคืนก็ดี อาจมีทั้งเป็นผิดสัญญาทางแพ่งและผิดฐานยักยอก

1. กรณีมีความผิดฐานยักยอก เป็นกรณีที่เจ้าของทรัพย์มอบหมายให้ผู้รับมอบเป็นเพียงตัวแทนในการจำหน่ายหรือขายหากผู้รับมอบขายได้แล้วยักยอกเงินไปก็มีความผิดฐานยักยอกเงินหากขายไม่ได้แล้วไม่ยอมคืนทรัพย์ผู้รับมอบก็มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์พฤติการณ์ที่ส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นตัวแทน ได้แก่

1.1 กำหนดราคาขายไว้ตายตัวจะขายนอกเหนือจากนี้ไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1652/2492 ได้รับมอบอำนาจเพื่อให้ไปจัดการขายโดยเจ้าของกำหนดราคาให้ขาย แล้วผู้รับมอบเอาไปขายต่ำกว่าราคาที่กำหนดโดยเจตนาทุจริต ย่อมมีความผิดฐานยักยอกเงิน

1.2 ผู้มอบให้ผู้รับนำทรัพย์ไปขายให้บุคคลที่ 3

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 912-913/2457 ข. บอก ย. ว่ามีคนต้องการซื้อที่ดิน ย. จึงมอบโฉนดให้ไปจัดการขาย ข.ทำใบมอบฉันทะปลอมขายที่ดินไปแล้วเอาเงินที่ขายได้เสียมีความผิดฐานยักยอกเงิน

แต่ถ้าหากการส่งมอบมิได้เข้าลักษณะเป็นตัวแทน แม้จะทำสัญญาเป็นตัวแทนต่อกันไว้ก็ไม่มีความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1078/2535 จำเลยซื้อทองจากโจทก์โดยวิธีผ่อนส่งโดยโจทก์จะทำหลักฐานการผ่อนชำระเงินเป็น 2 ฉบับโจทก์จำเลยเก็บไว้คนละฉบับ และจำเลยลงชื่อในสัญญารับเป็นตัวแทนไว้โดยจำเลยมิได้เป็นตัวแทนโจทก์ การปฏิบัติระหว่างโจทก์จำเลยดังนี้มิใช่เรื่องตัวแทนแม้จำเลยยังไม่ได้ชำระเงินค่าทองให้โจทก์ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น

2. กรณีผิดสัญญาทางแพ่ง ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานวางแนวไว้ว่าเป็นกรณีที่ผู้มอบอำนาจเด็ดขาดให้ผู้รับมอบมีอิสระในการขายไม่ว่าจะขายในราคาเท่าใด จะสูงหรือต่ำกว่าที่กำหนดไว้ก็ไม่เป็นไร เพียงแต่ว่าผู้รับมอบจะต้องชำระราคาให้ผู้มอบตามที่ตกลงกันไว้ เช่นนี้ถือเป็นข้อตกลงทางแพ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2739/2523 โจทก์ร่วมกับจำเลยตกลงกันให้จำเลยเอาแหวนเพชรของโจทก์ร่วมจำนวน 6วง ราคารวม 216,000 บาทไปขายมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะนำไปขายในราคาเท่าใดเป็นเรื่องของจำเลย จำเลยมีหน้าที่ต่อโจทก์ร่วมเพียงแต่เมื่อขายได้แล้วจะต้องส่งค่าแหวนคืนโจทก์ร่วมตามราคาที่กำหนดไว้ ถ้าขายไม่ได้เหลืออยู่เท่าใดให้จำเลยนำแหวนที่เหลือมาคืน เห็นได้ว่าเมื่อได้รับมอบแหวนเพชรแล้วจำเลยมีสิทธิขายแหวนเหล่านั้นในราคาเท่าใดก็ได้แต่จำเลยจะต้องนำเงินมาชำระให้โจทก์ตามจำนวนที่โจทก์ตกลงไว้กับจำเลยเท่านั้น หากจำเลยขายแหวนได้แล้วแต่มิได้นำเงินมาชำระให้โจทก์ตามที่ตกลงก็เป็นเพียงการผิดสัญญาที่ตกลงไว้เท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6035/2531 โจทก์ร่วมได้มอบสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง หนึ่งเส้นให้จำเลยไปขายโดยไม่มีข้อจำกัดว่าจำเลยจะต้องขายในราคาเท่าใด จำเลยจะนำไปขายได้ราคาสูงต่ำอย่างไรก็เป็นเรื่องของจำเลยโดยเฉพาะ เงินที่ขายสร้อยคอทองคำดังกล่าวได้ก็ตกเป็นของจำเลยเพียงแต่จำเลยมีความผูกพันว่าจะต้องนำเงินจำนวน 3,500 บาท มาคืนแก่โจทก์ร่วมตามที่ได้ตกลงกันไว้เท่านั้นกรณีจึงมิใช่จำเลยได้รับมอบหมายสร้อยคอทองคำไว้แทนโจทก์ร่วม แต่เป็นกรณีที่โจทก์ร่วมได้ขายเชื่อสร้อยคอทองคำให้จำเลย เมื่อจำเลยไม่คืนหรือชำระราคาสร้อยคอทองคำให้โจทก์ก็เป็นเพียงการผิดสัญญาที่ตกลงกันไว้

ข้อเท็จจริงในคดีที่หมายเหตุนี้โจทก์ร่วมเคยมอบสิ่งของเครื่องประดับแหวนเพชร สร้อยคอทองคำให้จำเลยไปขายประมาณ3-4 ครั้ง ครั้งเกิดเหตุจำเลยเอาสินค้าไป 3 ชิ้น โจทก์ร่วมได้ตกลงให้จำเลยยืมไป หากจะขายไม่ต้องขออนุญาตโจทก์ร่วมโดยโจทก์ร่วมกำหนดราคาสินค้าแก่จำเลยแล้ว จำเลยสามารถขายให้สูงหรือต่ำกว่าราคาดังกล่าวได้เหมือนที่เคยยืมจากโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมเคยทำหลักฐานไว้เช่นเดียวกับคดีนี้ หลังจากพ้นกำหนด1 สัปดาห์แล้วจำเลยไม่นำสินค้ามาคืน

เห็นได้ว่าการที่จำเลยสามารถนำของไปขายในราคาสูงหรือต่ำกว่าเท่าใดก็ได้ เพียงมีหน้าที่ต้องชำระเงินตามที่ตกลงกันไว้นั้นจึงมิใช่การมอบในฐานะตัวแทนหากแต่เป็นการตกลงสัญญาในทางแพ่งเมื่อจำเลยผิดสัญญาจึงไม่มีโทษทางอาญา ดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานแล้ว ศิริชัย วัฒนโยธิน

  • ชอบ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บรรพ ๓ เอกเทศสัญญา

ลักษณะ ๙ ยืม

หมวด ๒ ยืมใช้สิ้นเปลือง


ปพพ. มาตรา ๖๕๐

อันว่า ยืมใช้สิ้นเปลือง นั้น คือสัญญา ซึ่ง ผู้ให้ยืม โอน
กรรมสิทธิ์ ใน ทรัพย์สิน ชนิด ใช้ไปสิ้นไป นั้น เป็นปริมาณ มีกำหนด ให้ไป แก่ ผู้ยืม และ ผู้ยืม ตกลงว่า จะ คืน ทรัพย์สิน เป็นประเภท ชนิด และ ปริมาณ เช่นเดียวกัน ให้แทน ทรัพย์สิน ซึ่ง ให้ยืมนั้น

สัญญานี้ ย่อมบริบูรณ์ ต่อเมื่อ ส่งมอบ
ทรัพย์สิน ที่ยืม


ปพพ. มาตรา ๖๕๑

ค่าฤชาธรรมเนียม ในการทำสัญญา ก็ดี ค่าส่งมอบ และ ค่าส่งคืน ทรัพย์สิน ซึ่ง ยืม ก็ดี ย่อมตกแก่ผู้ยืม เป็นผู้เสีย


ปพพ. มาตรา ๖๕๒

ถ้า ในสัญญา ไม่มีกำหนดเวลา ให้คืน ทรัพย์สิน ซึ่ง ยืมไป ผู้ให้ยืม จะบอกกล่าว แก่ผู้ยืม ให้คืน ทรัพย์สิน ภายในเวลาอันควร ซึ่ง กำหนดให้ ในคำบอกกล่าวนั้น ก็ได้


" target="_blank">www.ams.cmu.ac.th/pub/law/civil/section/section652.htm by HTTrack Website Copier/3.x [XR&CO'2007], Sun, 06 Dec 2009 12:37:08 GMT -->

ปพพ. มาตรา ๖๕๓

การกู้ยืมเงิน กว่า สองพันบาท ขึ้นไป นั้น ถ้า มิได้มี หลักฐานแห่งการกู้ยืม เป็นหนังสือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อ ผู้ยืม เป็นสำคัญ จะฟ้องร้อง ให้บังคับคดี หาได้ไม่

ในการกู้ยืมเงิน มีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่า จะนำสืบการใช้เงิน ได้ต่อเมื่อ มีหลักฐานเป็นหนังสือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อ ผู้ให้ยืม มาแสดง หรือ
เอกสาร อันเป็น หลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้น ได้เวนคืนแล้ว หรือ ได้แทงเพิกถอน ลงใน เอกสาร นั้นแล้ว


ปพพ. มาตรา ๖๕๔

ท่านห้ามมิให้ คิดดอกเบี้ย เกิน ร้อยละสิบห้า ต่อปี ถ้า ในสัญญา กำหนดดอกเบี้ย เกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็น ร้อยละสิบห้า ต่อปี


" target="_blank">www.ams.cmu.ac.th/pub/law/civil/section/section654.htm by HTTrack Website Copier/3.x [XR&CO'2007], Sun, 06 Dec 2009 12:37:08 GMT -->

ปพพ. มาตรา ๖๕๕

ท่านห้ามมิให้ คิดดอกเบี้ย ในดอกเบี้ย ที่ค้างชำระ แต่ทว่า เมื่อ ดอกเบี้ยค้างชำระ ไม่น้อยกว่า หนึ่งปี คู่สัญญากู้ยืม จะตกลงกัน ให้เอา ดอกเบี้ยนั้น ทบเข้ากับ ต้นเงิน แล้วให้คิด ดอกเบี้ย ในจำนวนเงิน ที่ทบเข้ากันนั้น ก็ได้ แต่ การตกลงเช่นนั้น ต้องทำเป็นหนังสือ

ส่วนประเพณีการค้าขาย ที่คำนวณ ดอกทบต้น ในบัญชีเดินสะพัด ก็ดี ในการค้าขายอย่างอื่น ทำนองเช่นว่านี้ ก็ดี หาอยู่ในบังคับ แห่งบทบัญญัติ ซึ่ง กล่าวมา ในวรรคก่อนนั้นไม่


" target="_blank">www.ams.cmu.ac.th/pub/law/civil/section/section655.htm by HTTrack Website Copier/3.x [XR&CO'2007], Sun, 06 Dec 2009 12:37:08 GMT -->

ปพพ. มาตรา ๖๕๖

ถ้า ทำสัญญา กู้ยืมเงินกัน และ ผู้กู้ยืม ยอมรับเอาสิ่งของ หรือ ทรัพย์สิน อย่างอื่น แทนเงิน จำนวนนั้นไซร้ ท่านให้คิดเป็น หนี้เงินค้างชำระ โดยจำนวนเท่ากับ ราคาท้องตลาด แห่งสิ่งของ หรือ ทรัพย์สินนั้น ในเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ

ถ้า ทำสัญญา กู้ยืมเงินกัน และ ผู้ให้กู้ยืม ยอมรับเอาสิ่งของ หรือ ทรัพย์สิน อย่างอื่น เป็นการชำระหนี้ แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไป เพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็น จำนวนเท่ากับ ราคาท้องตลาด แห่งสิ่งของ หรือ ทรัพย์สินนั้น ในเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ

ความตกลงกันอย่างใดๆ ขัดกับข้อความ ดั่งกล่าวมานี้ ท่านว่า
เป็นโมฆะ


ลักษณะของการยืมใช้สิ้นเปลือง
" target="_blank">www.ams.cmu.ac.th/pub/law/civil/section/section656.htm by HTTrack Website Copier/3.x [XR&CO'2007], Sun, 06 Dec 2009 12:37:08 GMT -->ลักษณะของการยืมใช้สิ้นเปลือง

ข้อ ๑. สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองคือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ชนิดใช้ไปสิ้นไปเป็นปริมาณที่แน่นอนให้แก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น (มาตรา ๖๕๐) ซึ่งจะเห็นได้ว่าสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองแตกต่างจากสัญญายืมใช้คงรูปตรงที่ทรัพย์สินที่ให้ยืมมีลักษณะที่เมื่อได้ทรัพย์นั้นไปแล้ว ทรัพย์นั้นย่อมหมดไป เช่น ข้าวสาร,ไม้ และที่สำคัญกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ให้ยืมย่อมโอนไปยังผู้ยืมตั้งแต่ได้ทำสัญญา

ข้อ ๒. ต้องมีการส่งมอบทรัพย์ที่ให้ยืม มิฉะนั้นสัญญาย่อมไม่บริบูรณ์

ข้อ ๓. ค่าฤชาธรรมเนียมในการทำสัญญา ค่าส่งมอบและส่งคืนทรัพย์สินที่ยืม

ผู้ยืมเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย (มาตรา ๖๕๑)

ข้อ ๔ ถ้าในสัญญาไม่ได้กำหนดเวลาให้คืนทรัพย์สินที่ยืมนั้น ผู้ให้ยืมจะบอกกล่าวให้ผู้ยืมคืนทรัพย์สินที่ให้ยืมนั้นภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดไว้ในคำบอกกล่าวนั้นก็ได้ (มาตรา ๖๕๒)


ข้อพิจารณา

ข้อ ๑. จะเห็นได้ว่าสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองจะไม่มีการกำหนดเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ยืม ในการใช้สอยทรัพย์สินที่ยืมรวมทั้งการสงวนรักษาต่างๆ เนื่องจากกรรมสิทธิ์ได้โอนไปยังผู้ยืมแล้ว ดังนั้น ผู้ยืมย่อมสามารถใช้สอยทรัพย์สินนั้นอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์ เพียงแต่กำหนดหน้าที่ของผู้ยืมในการส่งคืนทรัพย์สินที่ให้ยืมเป็นประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกันกับที่ให้ยืมเท่านั้น

ข้อ ๒. คู่สัญญาอาจจะตกลงกันกำหนดค่าตอบแทนในการยืมทรัพย์นั้นไว้ใน

สัญญาด้วยก็ได้

ข้อ ๓. ตามกฎหมายมิได้กำหนดอายุความในการฟ้องร้องเพื่อให้รับผิดตาม

สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นคู่สัญญาจึงสามารถฟ้องร้องให้รับผิดตามสัญญาได้ภายในกำหนดอายุความสิบปีตามหลักทั่วไป


" target="_blank">www.ams.cmu.ac.th/pub/law/civil/section/section652.htm by HTTrack Website Copier/3.x [XR&CO'2007], Sun, 06 Dec 2009 12:37:08 GMT -->


" target="_blank">www.ams.cmu.ac.th/pub/law/civil/section/section652.htm by HTTrack Website Copier/3.x [XR&CO'2007], Sun, 06 Dec 2009 12:37:08 GMT -->

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5026/2548

จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ใช้ตำแหน่งหน้าที่พิจารณาอนุมัติการยืมทรัพย์สินที่ไม่สามารถยืมได้ เพราะเป็นทรัพย์สินประเภทยืมใช้สิ้นเปลืองออกนอกบริเวณโรงงาน แต่จำเลยไม่ได้นำระเบียบข้อบังคับมาแสดง ทั้งข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของจำเลยก็มิได้ระบุนิยามคำว่า ทรัพย์สินประเภทใช้สิ้นเปลืองไว้ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 ซึ่งหมายถึงทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไป แต่ทรัพย์สินที่โจทก์อนุมัติให้ พ. ยืม คือ สายไฟฟ้า ท่อหุ้มสายไฟฟ้า ปลั๊กไฟฟ้าตัวผู้ ปลั๊กไฟฟ้าตัวเมีย เบ้าปลั๊กไฟฟ้า ไม่ใช่ทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไป จึงไม่ใช่ทรัพย์สินประเภทยืมใช้สิ้นเปลือง การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าโทรศัพท์ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 945/2542

สัญญากู้มีข้อความชัดเจนว่า จำเลยทั้งสามกู้เงินไปจาก โจทก์รวม 100,000 บาท และรับเงินไปครบถ้วนแล้วในวันที่ 7 พฤษภาคม 2536 จำเลยทั้งสามนำพยานบุคคลเข้าสืบว่าความจริงทำสัญญากู้กันวันที่ 8 พฤษภาคม 2536 โดยจำเลยที่ 1เป็นคนกู้เงินโจทก์คนเดียวจำนวน 40,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นเพียงผู้ค้ำประกันมิใช่ผู้กู้เป็นการนำสืบถึงความ ไม่บริบูรณ์ของสัญญากู้ว่าจำเลยไม่ได้รับเงินเต็มจำนวน ตามที่ระบุในสัญญากู้ เพราะสัญญากู้เป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง จะบริบูรณ์ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 วรรคสองจึงหาใช่การนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญากู้เงินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(ข) ไม่ แต่เป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์ แห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6693/2540

มติของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายตามมาตรา 41แห่ง พ.ร.บ.อ้อย ที่ให้มีการปรับปรุงน้ำตาลทรายที่ขาดหรือเกินบัญชีได้ตามความเป็นจริง กล่าวคือ สำหรับน้ำตาลทรายดิบหรือโควต้า ข. นั้น ให้มีการปรับปรุงคลาดเคลื่อนให้ตรงต่อความจริงได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของปริมาณการผลิตแต่ละปีส่วนน้ำตาลทรายขาวหรือโควต้า ก. ให้มีการปรับปรุงคลาดเคลื่อนให้ตรงต่อความจริงได้ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของปริมาณการผลิตแต่ละปีนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมปริมาณการผลิตน้ำตาลทรายของโรงงานต่าง ๆ มิให้ผลิตมากหรือน้อยเกินไปจากโควต้าที่ได้รับอนุมัติจนอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ มติดังกล่าวมิใช่มีไว้สำหรับกรณีที่โรงงานน้ำตาลผลิตน้ำตาลทรายได้ปริมาณเท่าใดแล้ว โรงงานน้ำตาลนั้นสามารถทำการปรับปรุงสต๊อคเพิ่มหรือลดจำนวนลงได้ตามอัตราที่มติดังกล่าวกำหนด โจทก์ประกอบธุรกิจผลิตน้ำตาลทรายจำนวนมากจำหน่ายมาเป็นเวลานานแล้ว หากมีการสูญเสียหรือเสียหายของน้ำตาลทรายเกิดขึ้นจริงโจทก์ย่อมจะต้องทราบดีว่ามีการสูญเสียหรือเสียหายของน้ำตาลทรายเป็นจำนวนเท่าไร จึงควรที่โจทก์จะต้องบันทึกเป็นหลักฐานไว้เพื่อแสดงถึงการสูญเสียหรือเสียหายของน้ำตาลทรายตามเหตุที่กล่าวไว้ แต่โจทก์ไม่สามารถแสดงหลักฐานการสูญเสียหรือเสียหายตามข้ออ้างดังกล่าวได้ จึงไม่อาจรับฟังตามข้ออ้างของโจทก์

โจทก์ได้นำต้นทุนน้ำตาลทรายดิบที่ยืมจากบริษัท น. และคลังสินค้า ย.มาเป็นต้นทุนการขาย และนำต้นทุนกากน้ำตาลที่ให้บริษัท น.และบริษัท อ.ยืมมาหักออกจากต้นทุนการขาย ขณะเดียวกันบริษัท น.นำจำนวนเงินตามรายการยืมกากน้ำตาลจากบริษัทในเครือมาเป็นต้นทุนการขาย และบริษัท อ. นำจำนวนเงินตามรายการยืมสินค้ามาเป็นต้นทุนการขาย แสดงว่าการยืมน้ำตาลทรายดิบของโจทก์จากบริษัท น. และคลังสินค้า ย. โจทก์มีเจตนารับโอนกรรมสิทธิ์น้ำตาลทรายดิบเพราะได้นำต้นทุนสินค้ามาบวกรวมกับต้นทุนการผลิตของโจทก์เพื่อนำมาหักกับรายได้ของโจทก์ในการคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่นเดียวกันในการให้ยืมกากน้ำตาลของโจทก์แก่บริษัท น. และบริษัท อ.โจทก์มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์สินค้ากากน้ำตาลให้แก่บริษัททั้งสอง เพราะบริษัททั้งสองได้นำยอดยืมสินค้ามาเป็นต้นทุนการขายและมาบวกรวมกับต้นทุนการผลิตเพื่อนำมาหักกับรายได้ของบริษัททั้งสองในการคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย ซึ่งมิใช่เป็นลักษณะการยืมใช้สิ้นเปลืองตาม ป.พ.พ. เพราะเจตนาของผู้ยืมกากน้ำตาลคือบริษัท น. และบริษัท อ.ต้องการจะรับโอนกรรมสิทธิ์สินค้ากากน้ำตาลมาโดยเด็ดขาด เพราะบริษัททั้งสองนำมูลค่าของสินค้าที่ยืมมาบวกเป็นต้นทุนการขายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และในส่วนที่โจทก์นำกากน้ำตาลให้บริษัท น. และบริษัท อ. ยืมไปนั้น โจทก์ก็ได้นำต้นทุนกากน้ำตาลที่ให้ยืมมาหักออกจากต้นทุนการผลิต โดยมิได้นำมาเป็นต้นทุนสินค้าเพื่อหักกับรายได้ของโจทก์ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2528 ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอันมีลักษณะเป็นการลดต้นทุนการผลิตกากน้ำตาลจำนวนที่ให้ยืมลง จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ต้องการจะโอนกรรมสิทธิ์สินค้ากากน้ำตาลให้แก่บริษัท น. และบริษัท อ.ไปอย่างเด็ดขาด เพราะมิฉะนั้นแล้วโจทก์คงจะไม่ทำการลดต้นทุนการผลิตกากน้ำตาลตามจำนวนที่ให้ยืมไปลง

ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงอาหารพระ ค่าดอกไม้ ธูป เทียนค่าสิ่งของที่ใช้ในการไหว้ในวันตรุษจีนและสารทจีน ค่าสิ่งของทำบุญถวายพระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับงานบวชงานศพ แม้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่มีผลตอบแทนทางด้านจิตใจตามความเชื่อทางศาสนาก็ตาม ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว เพราะมิใช่เป็นรายจ่ายเพื่อการหารายได้ในการดำเนินธุรกิจการค้าของโจทก์โดยตรง จึงถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องห้ามมิให้นำไปหักเพื่อการคำนวณกำไรสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) ในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าใช้จ่ายการเดินทางท่องเที่ยวของผู้จัดการ พักร้อน เป็นเสมือนโบนัสหรือรางวัลที่จ่ายให้แก่ผู้จัดการโรงงานเพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้แก่โจทก์ แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์กลับนำสืบว่าในการเดินทางไปดูงานของผู้จัดการดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางเพื่อไปดูงานเพื่อให้เกิดทักษะในการทำงาน ครั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโจทก์กลับอุทธรณ์ว่าเป็นค่าใช้จ่ายเข้าร่วมสัมมนา ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในชั้นพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

แม้จะฟังได้ว่าบริษัทโจทก์และบริษัท อ.เป็นบริษัทในเครือเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากออกจากกัน โดยต่างก็มีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของแต่ละบริษัทแยกออกจากกัน โจทก์จึงไม่สามารถอ้างว่าดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการค้ำประกันตั๋วสัญญาใช้เงิน เนื่องจากโจทก์กู้เงินจากสถาบันการเงินแล้วนำมาค้ำประกันเงินกู้ให้แก่บริษัท อ.ได้ใช้จ่ายไปเพื่อประโยชน์ทางการค้าของโจทก์ เพราะมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ จึงเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ให้ผู้ถือหุ้นกู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ยหรือคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ถือหุ้นสอดส่องดูแลกิจการโจทก์ตามหน้าที่ของผู้ถือหุ้น จึงเป็นกรณีการบริหารงานโจทก์โดยตรงส่วนหนึ่ง โจทก์เห็นว่าย่อมกระทำได้ และสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้นั้น อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้ชำระภาษีให้จำเลยครบถ้วนแล้วแต่เจ้าพนักงานประเมินกลับกล่าวอ้างภายหลังว่าโจทก์ชำระไว้ไม่ครบ โจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นฝ่ายคำนวณคลาดเคลื่อนเองและประเมินไว้สูงกว่าความเป็นจริง และเอกสารในส่วนที่กล่าวนี้อยู่กับจำเลยทั้งหมด ซึ่งจำเลยอาจใช้ความละเอียดตรวจสอบได้ และต่อมาได้มีการยื่นส่งเอกสารดังกล่าวไว้ในสำนวนในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้ง จึงฟังได้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง รวมทั้งไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะอุทธรณ์ไว้โดยชัดแจ้ง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มนั้น ปัญหาข้อนี้โจทก์มิได้ขอมาในฟ้อง อีกทั้งเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลางศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

แม้ตามสัญญาซื้อขายที่โจทก์ซื้อโรงงานน้ำตาลมาจากบริษัท พ.จะระบุราคารวมทั้งหมดไว้เป็นจำนวนเงิน 70,000,000 บาท ก็ตาม แต่ก็ได้มีการแยกระบุราคาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพิพาทไว้ว่ามีราคา 5,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ก็ได้ยอมรับราคาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในราคาดังกล่าว โดยในการทำงบดุลและทำบัญชีของโจทก์ โจทก์ก็ได้คิดคำนวณค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรดังกล่าวจากราคา 5,000,000 บาท ลดลงมาเหลือเป็นจำนวนเงิน 4,711,021.55 บาทแต่ต่อมาในเวลาไม่ถึง 1 ปี โจทก์ได้ขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดังกล่าวไปในราคาเพียง 1,000,000 บาท โดยโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าราคาตลาดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดังกล่าวในขณะขายมีราคาเพียงใด เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดังกล่าวมีสภาพเก่าไม่มีผู้นิยมใช้ อีกทั้งต้องนำไปซ่อมแซมก่อนจึงจะนำไปใช้งานได้โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ถือได้ว่าการที่โจทก์ขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้แก่บริษัท อ.ไปในราคา 1,000,000 บาท นั้น เป็นการโอนทรัพย์สินที่มีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา65 ทวิ (4) แห่ง ป.รัษฎากร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4686/2540

แม้ว่าในชั้นอุทธรณ์โจทก์จะมิได้ยกข้อกฎหมายเรื่องห้ามนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ขึ้นว่ากล่าวไว้ในคำฟ้องอุทธรณ์แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง และเมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 วรรคสอง ระบุว่าสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม การกู้ยืมเงินเข้าลักษณะยืมใช้สิ้นเปลือง ดังนั้นที่จำเลยนำสืบว่าไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินย่อมเป็นเหตุให้สัญญากู้ยืมเงินไม่บริบูรณ์ทั้งไม่มีมูลหนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์จำเลย การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไม่มีมูลหนี้เพราะจำเลยไม่ได้รับเงิน จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินต่อโจทก์ จำเลยย่อมนำสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง หาต้องห้ามตามกฎหมายไม่

เมื่ออุทธรณ์โจทก์ไม่มีประเด็นว่า ว. เป็นตัวแทนจำเลยและเป็นผู้รับเงินไปจากโจทก์ แม้โจทก์จะอ้างประเด็นดังกล่าวไว้ในคำแถลงการณ์ในชั้นอุทธรณ์ แต่คำแถลงการณ์ไม่ใช่คำฟ้องอุทธรณ์โจทก์จะตั้งประเด็นในชั้นอุทธรณ์ตามคำแถลงการณ์ไม่ได้ ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่า ว. เป็นตัวแทนจำเลยและเป็นผู้รับเงินไปจากโจทก์ จำเลยจึงต้องชำระหนี้แก่โจทก์จึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1250/2530

จำเลยเอาน้ำมันดีเซลไปจากโจทก์ 4 ครั้งรวมจำนวน 5,026.45 ลิตรคิดราคาเป็นเงิน 35,738.06 บาท โดยสัญญาว่าจะนำมาคืนให้ภายในเวลาที่กำหนด เป็นเรื่องการยืมใช้สิ้นเปลืองในทางแพ่งกรรมสิทธิ์ในน้ำมันเป็นของจำเลยแล้ว แม้จำเลยไม่คืนให้ตามกำหนด การกระทำของจำเลยไม่เป็นผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352.(ที่มา-ส่งเสริม)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2529

โจทก์ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 640 และมาตรา 650 ลักษณะ 9 เรื่องยืม เป็นกรณีที่ผู้ให้ยืมให้ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินที่ยืมเพื่อประโยชน์ของผู้ยืมหาใช่เพื่อประโยชน์ของผู้ให้ยืมไม่ การที่โจทก์ผู้ให้ยืมให้จำเลยยืมเงินไปเป็นการทดรองเพื่อให้จำเลยนำไปใช้สอยในกิจการของโจทก์เป็นประโยชน์ของโจทก์ผู้ให้ยืมเอง รูปเรื่องจึงปรับเข้าด้วยลักษณะ 9 เรื่องยืมแห่งบทบัญญัติกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้ สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยจึงผูกพันกันในลักษณะอื่นโดยเฉพาะ ต้องพิจารณาเจตนารมณ์ระหว่างคู่กรณีมุ่งผูกพันกันแค่ไหนอย่างไร การที่จำเลยลงชื่อในใบยืมเงินทดรองของโจทก์นั้นได้กระทำไปโดยตำแน่งหน้าที่ของจำเลยในฐานะพนักงานของโจทก์ในขอบเขตแห่งหน้าที่ของตนตามระเบียบแบบแผนของโจทก์ที่วางไว้เพื่อใช้ดำเนินงานของโจทก์โดยมอบให้ จ.ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ไปดำเนินการต่อไปเพื่อให้งานของโจทก์ดำเนินไปโดยเรียบร้อย แม้จะมีข้อบังคับให้ผู้ยืมต้องนำใบสำคัญคู่จ่ายที่ถูกต้องพร้อมทั้งเงินที่เหลือจ่ายส่งใช้แก่โจทก์ตามกำหนด ก็เป็นเรื่องกำหนดความรับผิดชอบของผู้ยืมไว้เป็นการเฉพาะเป็นหลักปฏิบัติงานในหน่วยงานของโจทก์เมื่อจำเลยมิได้อยู่ในฐานะของผู้ยืมตามกฎหมาย แต่เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่โดยชอบจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินรายพิพาทแก่โจทก์.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3011/2527

การกู้ยืมเงินเข้าลักษณะยืมใช้สิ้นเปลือง ย่อมบริบูรณ์ต่อ เมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม จำเลยย่อมนำสืบได้ว่าจำเลยมิได้กู้ยืมเงินโจทก์ อันเป็นการนำสืบว่าจำเลยมิได้รับมอบเงินกู้จากโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุให้สัญญากู้ไม่บริบูรณ์ ทั้งไม่มีมูลหนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์จำเลย ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2519

โจทก์ฟ้องเรียกหนี้เงินกู้ โดยบรรยายปีที่กู้สลับกัน ไม่เรียงลำดับแต่ละปีแต่ได้อ้างเอกสารสำเนาสัญญากู้แต่ละฉบับมาท้ายฟ้อง ตรงกับคำบรรยายฟ้องและไม่ขัดกับเอกสารดังนี้ ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

ป.กู้เงินของสามีโจทก์ไป และมอบนาให้ทำกินต่างดอกเบี้ยตลอดมา ต่อมา ป.ตาย จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป.ได้มอบนานั้นให้ทำต่างดอกเบี้ยจนกระทั่งสามีโจทก์ตาย และเมื่อสามีโจทก์ตายแล้ว จำเลยก็มอบนาดังกล่าวให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมรดกของสามีทำนาต่างดอกเบี้ยต่อมาอีก ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยได้ปฏิบัติการชำระดอกเบี้ยด้วยการให้ทำนา เป็นการรับสภาพต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องด้วยการส่งดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง (อ้างฎีกาประชุมใหญ่ที่ 159/2513)

หนี้กู้ยืมที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาอันพึงชำระหนี้ไว้นั้น เจ้าหนี้จะฟ้องให้ชำระหนี้ที่ยืมไปโดยไม่ต้องบอกกล่าวก็ได้ (อ้างฎีกาที่ 873/2518)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1988/2515

โจทก์ว่าจ้างจำเลยทำไม้ โดยจำเลยผู้รับจ้างเป็นผู้ตัดฟันชักลาก ล่องนำไม้ไปส่งอู่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นการจ้างเหมา สัญญาจ้างนี้อยู่ในลักษณะจ้างทำของ

สิทธิเรียกร้องในการที่โจทก์จะฟ้องเรียกเงินทดรองค่าจ้างทำของที่จ่ายล่วงหน้าและเหลืออยู่ คืนจากจำเลยผู้รับจ้าง มีอายุความ 10 ปี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 905/2505

สัมภาระจะต้องเป็นของบุคคลอื่นอยู่ในขณะที่ได้เอาสัมภาระนั้นทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นใหม่ กรณีจึงจะต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1317

จำเลยยืมไม้และสังกระสีของผู้ร้องเพื่อปลูกเรือน ซึ่งอาจต้องเอามาบั่นทอนตัดตัดฟันแปรสภาพไปเป็นตัวเรือน และตามปกติ เมื่อยืมมาใช้เช่นนี้ ก็หมายความว่าเอาทรัพย์นั้น ๆ มาขาดทีเดียว ไม่ใช่จะเอาทรัพย์นั้นไปคืนอีก จึงถือว่าเป็นการยืมใช้สิ้นเปลือง กรรมสิทธิ์ในเรือนนั้นโอนไปเป็นของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1683/2493

สัญญากู้เงินมีใจความว่ากู้เงินไปจำนวนหนึ่ง สัญญาจะใช้คืนภายในกำหนดและมีข้อความว่าผู้กู้ได้นำนาแปลงหนึ่งมาให้ผู้กู้ยึดถือไว้เป็นปะกันโดยมีบันทึกว่า "นายรายนี้ข้าพเจ้าไม่นำต้นเงินและดอกเบี้ยมาให้ท่านตามสัญญานี้ ข้าพเจ้าขอยอมโอนที่นารายนี้ให้แก่ท่านเป็นกรรมนสิทธิ" ดังนี้ถือว่าเป็นสัญญากู้หนี้ธรรมดาไม่ใช่สัญญาจะซื้อขายที่นาฉะนั้นจึงต้องบังคับตาม ก.ม.ว่าด้วยการยืมใช้สิ้นเปลือง คือ ตาม ป.ม.แพ่งฯมาตรา 650 เมื่อตกลงกันล่วงหน้าว่าถ้าไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดยอมโอนที่นาให้เป็นกรรมสิทธิจึงเป็นการเอาทรัพย์สินอย่าง อื่นชำระหนี้แทนเงินกันทีเดียวโดยมิได้คำนึงถึงราคาเสียเลย จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 656 วรรค 2 และตกเป็นโมฆะตาม วรรค 3 ผู้ให้กู้จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้บังคับผู้กู้โอนที่นาให้แก่ตนตามสัญญาได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 763/2493

การที่จำเลยซึ่งเป็นนายทหารอากาศชั้นสัญญาบัตรประจำการมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการสโมสรทหารอากาศอันเป็นหน่วยราชการ ได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการทหารอากาศให้มีหน้าที่รับเงินทดรองใช้จ่ายทางราชการมาจัดซื้อข้าวสารมาจำหน่ายแก่ข้าราชการกองทัพอากาศ ขายได้แล้วให้นำเงินส่งแก่ทางราชการ เมื่อจำเลยทุจริตยักยอกเอาเงินนั้นไป จำเลยย่อมมีผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทุจริตต่อหน้าที่ตาม ก.ม.อาญา ม.131

เงินที่ทางราชการมอบให้จำเลยทดลองใช้โดยเฉพาะที่ให้จำเลยทำจะเรียกว่ายืมหรืออะไรก็ตาม จำเลยไม่มีอำนาจเอาไปใช้การอื่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 315/2491

จำเลยนำสายพานมามอบไว้กับโจทก์เพื่อขาย แต่ยังขายไม่ได้ จำเลยจึงขอให้โจทก์จ่ายเงินค่าสายพานให้จำเลยไปก่อน ถ้ามีผู้ซื้อสายพานได้ตามที่นัดไว้ จำเลยก็ไม่ต้องชำระเงินคืน ถ้าผู้ซื้อไม่มาซื้อ จำเลยจะต้องชำระเงินคืน ข้อตกลงเช่นนี้เป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองตาม ป.พ.พ.มาตรา 650 ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแล้วจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2485

โจทย์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้จำเลยรับว่าได้ทำสัญญากู้จริงแต่ไม่ได้รับเงิน แต่ก็มิได้กล่าวว่า สัญญากู้นั้นไม่สมบูรณ์เพราะเหตุใดดังนี้ จำเลยจะนำสืบไม่ได้.

  • ชอบ

การกู้ยืมเงิน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2543 เมื่อสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นตราสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานมิได้ปิดอากรแสตมป์จึงต้องถือว่าสัญญากู้ยืมเงินต้องห้ามมิให้นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 เสมือนว่าการกู้ยืมเงินระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือผู้เสียหายจะนำสัญญากู้ยืมเงินมาฟ้องบังคับจำเลยให้คืนเงินแก่ตนมิได้หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้เสียหายแต่เมื่อหนี้นั้นไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การออกเช็คของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(2) จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(2)จำคุก 2 เดือน จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยและนายสุพลอินทรำพรรณ สามีของจำเลยร่วมกันกู้ยืมเงินนายฉัตรชัย เจริญผล ผู้เสียหายจำนวน 100,000 บาท กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2539ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งไม่ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ต่อมาจำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามาบตาพุด ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540จำนวนเงิน 100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540โดยให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย เนื่องจากจำเลยไม่มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝาก ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เกิดขึ้นต่อเมื่อจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย คดีนี้จำเลยและสามีร่วมกันกู้ยืมเงินผู้เสียหายจำนวน 100,000 บาทตามสัญญากู้ยืมเงิน สำหรับการกู้ยืมเงินนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "การกู้ยืมเงินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" และประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว" ดังนั้น เมื่อสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นตราสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงต้องถือว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว ต้องห้ามมิให้นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เสมือนว่าการกู้ยืมเงินระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยและสามีไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ผู้เสียหายจะนำสัญญากู้ยืมเงินมาฟ้องบังคับจำเลยและสามีให้คืนเงิน 100,000 บาทแก่ตนมิได้เช่นนี้ หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยจะได้ความว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อหนี้นั้นไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายเสียแล้ว การออกเช็คของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยนำสืบและยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือว่าจำเลยกู้ยืมและทำสัญญากู้ยืมเงิน 100,000 บาทจากผู้เสียหายจริงข้อเท็จจริงจึงยุติว่าจำเลยกู้ยืมเงินจริง คดีไม่จำต้องอาศัยสัญญากู้เป็นหลักฐานในคดีแม้สัญญากู้ยืมเงินมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ก็ฟ้องร้องบังคับคดีได้เห็นว่า การปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ยืมเงินให้ครบถ้วนถูกต้องตามประมวลรัษฎากรเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ดังที่วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ให้ถูกต้องความผิดของจำเลยก็ยังไม่เกิด ขณะผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาจำเลยและมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีความผิดต่อส่วนตัวกับจำเลยตลอดจนในขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ สัญญากู้ยืมเงินมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรการกระทำของจำเลยก็ยังไม่ครบองค์ประกอบความผิด ผู้เสียหายมิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) จึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์และมอบคดีแก่พนักงานสอบสวนและโจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่จำเลยนำสืบและยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือยอมรับว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้เสียหายก็ไม่อาจทำให้สิทธิการร้องทุกข์ของผู้เสียหายและอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ไม่มีมาแต่เริ่มแรกพลิกฟื้นเกิดขึ้นโดยมีผลย้อนหลังไปได้คำฟ้องที่เสียไปก็ไม่อาจกลับคืนดีขึ้นมาได้อีกข้อที่โจทก์ฎีกาว่าความรับผิดทางอาญามีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 บังคับว่าไม่ว่าพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ ที่น่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ ส่วนการรับฟังพยานหลักฐานได้เพียงใดหรือไม่ ก็มีบทบัญญัติบังคับไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 อันเป็นหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีอาญา การฟังพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 นั้น เห็นว่า ก่อนศาลจะฟังพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลย ต้องปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอให้ฟังได้ว่ามีการกระทำครบองค์ประกอบเป็นความผิดสำเร็จตามกฎหมายเสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ คดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4มีองค์ประกอบความผิดที่เกี่ยวกับหนี้ที่มีการออกเช็คชำระหนี้ว่า ต้องเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อหนี้ที่จำเลยออกเช็คชำระเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งมีประมวลกฎหมายรัษฎากรบัญญัติถึงการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งของสัญญากู้ยืมเงินกำกับไว้อีกชั้นหนึ่งจึงแตกต่างจากหนี้ทางแพ่งอื่นทั่วไป เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้แจ้งชัดเช่นนี้ย่อมไม่มีหนทางที่จะนำหลักกฎหมายดังที่โจทก์ฎีกาทำให้พลิกผันไปเป็นอย่างอื่นได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟ้องไม่ขึ้น" พิพากษายืน

หมายเหตุ ก่อนหน้านี้มีข้อทุ่มเถียงกันมากเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ว่ากรณีที่มีการฟ้องร้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าวนั้นหากข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังเป็นยุติว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จริงแล้วโจทก์จะต้องนำหลักฐานการกู้ยืมเงินมาแสดงต่อศาลหรือไม่ และหากต้องนำมาแสดงต่อศาล จะต้องปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ด้วยหรือไม่ ซึ่งพอจำแนกความเห็นในประเด็นดังกล่าวออกได้เป็น 2 แนวทาง

ความเห็นแรก เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จริง ก็ไม่จำต้องนำสืบให้เห็นถึงหลักฐานการกู้ยืมเงินอีกแต่อย่างใดและไม่จำต้องพิจารณาประเด็นว่าหลักฐานการกู้ยืมเงินนั้นจะต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์และขีดฆ่าอากรแสตมป์อีกหรือไม่

ความเห็นที่สอง เห็นว่าโจทก์ยังต้องมีหน้าที่นำสืบให้เห็นถึงหลักฐานการกู้ยืมเงินหากกรณีเป็นสัญญากู้ยืมเงินที่มีลักษณะเป็นตราสารแล้วก็ต้องปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ดังกล่าวด้วย มิฉะนั้นศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องคดีอาญาที่โจทก์นำมาฟ้อง

ปัญหาดังกล่าวมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 ฉบับคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5829/2540 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุอยู่นี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5829/2540

การออกเช็คสั่งจ่ายเงินของจำเลยจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 ก็ต่อเมื่อจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมายปรากฏว่าสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นตราสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานได้ปิดอากรแสตมป์แล้ว แต่ไม่มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์ ถือว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 เมื่อหนี้เงินกู้ยืมระหว่างโจทก์ จำเลย มีจำนวนกว่า 50 บาท และไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การที่จำเลยออกเช็คมอบให้ผู้เสียหายแม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ตามเช็คและออกเช็คชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายก็ตาม แต่เมื่อหนี้นั้นไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับ แม้จะแตกต่างกันอยู่บ้างกล่าวคือ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5829/2540 เป็นเรื่องที่สัญญากู้ยืมเงินอันเป็นตราสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานได้ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนแล้ว แต่ไม่มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์ ส่วนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ เป็นเรื่องที่สัญญากู้ยืมเงินอันเป็นตราสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานมิได้ปิดอากรแสตมป์เลย แต่คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าว ศาลฎีกาฟังว่าข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้เสียหาย เหมือนกัน ซึ่งพอจะทำให้เห็นแนววินิจฉัยของศาลฎีกาว่ามีความเห็นสอดคล้องกับแนวความเห็นที่สองข้างต้น

ประเด็นดังกล่าวหากพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แล้วจะเห็นได้ว่าการกระทำที่จะเป็นความผิดในข้อหาดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายองค์ประกอบความรับผิดในส่วนนี้จึงอาจแบ่งแยกได้เป็น 2 ส่วน กล่าวคือ

1. ต้องมีหนี้ที่มีอยู่จริง

2. หนี้นั้นสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย

ดังนั้น การที่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาแม้จะรับฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จริง ก็เป็นเพียงการนำสืบให้เห็นว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงเท่านั้นกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมีมูลหนี้ตามเช็คอยู่นั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วแม้โจทก์และจำเลยจะแถลงยอมรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จริง โจทก์ก็ยังต้องมีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าหนี้เงินกู้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายอยู่ซึ่งหมายความว่าโจทก์จะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าโจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งและหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือนั้นหากมีลักษณะเป็นตราสารแล้ว โจทก์จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 118ด้วย การนำสืบในส่วนนี้ถือเป็นการนำสืบให้เห็นว่า หนี้ระหว่างโจทก์จำเลยนั้นเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายหากโจทก์นำสืบแต่เพียงว่าหนี้ระหว่างโจทก์จำเลยมีอยู่จริง แต่ไม่นำสืบให้เห็นว่าหนี้นั้นสามารถบังคับได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายแล้ว ก็ชอบที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งได้วินิจฉัยในประเด็นว่าหนี้เงินกู้ที่จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้นั้นบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ ทนงศักดิ์ดุลยกาญจน์


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2539 โจทก์มีสัญญา กู้ยืมเงิน แสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ย่อมฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยเป็น หนี้เงิน กู้ยืมโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินนั้นและการที่จำเลยออกเช็คชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวไว้ล่วงหน้ามอบให้โจทก์โดยวันที่สั่งจ่ายที่ลงในเช็คตรงกับวันที่ครบกำหนดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินการสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นการออกเช็คเพื่อ ชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหาใช่เป็นการสั่งจ่ายเช็คประกันหนี้เงินกู้ไม่เมื่อธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คการกระทำของจำเลยย่อมเข้าองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯมาตรา4แล้วคดีโจทก์จึงมีมูล

โจทก์ ฟ้อง ขอให้ ลงโทษ ตาม พระราชบัญญัติ ว่าด้วย ความผิด อัน เกิดจาก การ ใช้ เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้น ไต่สวน มูลฟ้อง แล้ว เห็นว่า คดี โจทก์ ไม่มี มูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ ฎีกา โดย ผู้พิพากษา ผู้ลงชื่อ ใน คำพิพากษา ศาลชั้นต้น อนุญาตให้ ฎีกา

ศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "ปัญหา ที่ ต้อง วินิจฉัย มี ว่าคดี โจทก์ มีมูลที่ ต้อง รับ ไว้ พิจารณา หรือไม่ โจทก์ ฎีกา ว่า เมื่อ จำเลย ทำ สัญญากู้ยืมเงิน เอกสาร หมาย จ. 1 ให้ โจทก์ แล้ว จำเลย ได้ ออก เช็ค เอกสาร หมายจ. 2 ชำระหนี้ เงิน ที่ กู้ยืม ให้ โจทก์ ใน วันที่ ทำ สัญญากู้ยืม เงิน นี้จึง ถือว่า จำเลย ได้ ออก เช็ค เพื่อ ชำระหนี้ ที่ บังคับ ได้ ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค แล้ว คดี โจทก์ จึง มีมูล ที่ศาล จะ รับฟ้อง ไว้ พิจารณา ต่อไป เห็นว่า เมื่อ โจทก์ มี สัญญากู้ยืม เงินเอกสาร หมาย จ. 1 มา แสดง ว่า จำเลย ได้ กู้ยืม เงิน ไป จาก โจทก์ ใน วันที่20 เมษายน 2537 ย่อม ฟังได้ ใน เบื้องต้น ว่า จำเลย เป็น หนี้ เงินกู้ ยืมโจทก์ ตาม สัญญากู้ยืม เงิน ดังกล่าว เมื่อ จำเลย ได้ ออก เช็ค ชำระหนี้ เงินกู้ ดังกล่าว ไว้ ล่วงหน้า มอบ ให้ โจทก์ โดย วันที่ สั่งจ่าย ที่ ลงใน เช็ค ตรง กับ วันที่ ครบ กำหนด ชำระ เงิน ตาม สัญญากู้ยืม เงิน ดังกล่าวแล้ว การ สั่งจ่าย เช็ค ดังกล่าว ย่อม ถือว่า เป็น การ ออก เช็ค เพื่อ ชำระหนี้ที่ มี อยู่ จริง และ บังคับ ได้ ตาม กฎหมาย เมื่อ ธนาคาร ปฏิเสธ ไม่ ใช้ เงินตามเช็ค เพราะ บัญชี ปิด แล้ว เช่นนี้ การกระทำ ของ จำเลย ย่อม เข้าองค์ประกอบ ของ ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ ว่าด้วย ความผิด อัน เกิดจาก การ ใช้ เช็ค ฯ มาตรา 4 แล้ว คดี โจทก์ จึง มีมูลที่ ศาลล่าง ทั้ง สอง วินิจฉัย ว่า จำเลย สั่งจ่าย เช็ค เป็น การ ประกันหนี้ เงินกู้ มิใช่ เป็น การ ออก เช็ค เพื่อ ชำระหนี้ การกระทำ ของ จำเลยจึง ไม่มี มูล ความผิด ตาม ฟ้อง นั้น ศาลฎีกา ไม่เห็น พ้อง ด้วย ฎีกา ของ โจทก์ฟังขึ้น " พิพากษากลับ ให้ ประทับ ฟ้อง

หมายเหตุ ปัญหาการออกเช็คชำระหนี้เงินกู้ยืมว่าเมื่อธนาคารปฏิเสธไม่ใช่เงินตามเช็คผู้ออกเช็คจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คหรือไม่

นับแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534ใช้บังคับมาเป็นเวลา5ปีเศษแล้วมีปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับกรณีออกเช็คชำระหนี้กู้ยืมมาหลายเรื่องเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่1717/2535การออกเช็คชำระหนี้เงินที่กู้ยืมไปมีจำนวนเกินกว่า50บาทโดยมิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมกันไว้เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่ต้องห้ามตามกฎหมายมิให้ฟ้องร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา653จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534มาตรา4เพราะการออกเช็คที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534มาตรา4จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเหตุที่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเช่นนี้เนื่องจากพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534มาตรา4วรรคแรกวางหลักเกณฑ์แตกต่างจากพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2497มาตรา4วรรคแรกโดยเพิ่มหลักเกณฑ์ที่เป็นสาระสำคัญว่าออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายกรณีตามฎีกาแม้เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงคือชำระหนี้เงินที่กู้ยืมไปซึ่งย่อมมีมูลหนี้คือยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา640และมาตรา641แต่มูลหนี้ที่กู้ยืมนั้นเกินกว่า50บาทซึ่งมิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ยืมไว้ดังนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา653วรรคหนึ่งห้ามมิให้ฟ้องร้องบังคับคดีได้หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งกรณีเช่นนี้ย่อมไม่อาจฟ้องร้องให้ผู้กู้ยืมรับผิดใช้เงินที่กู้ยืมไปได้เมื่อเป็นเช่นนี้จึงถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับให้ชำระหนี้ตามกฎหมายได้จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534มาตรา4วรรคแรกผลก็คือจำเลยไม่มีความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวในปีนั้นมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ในทำนองเดียวกันคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่1716/2535และ3484/2535และปี2537มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่199/2537วินิจฉัยไว้ทำนองเดียวกัน

ส่วนกรณีที่กู้ยืมเงินกันแล้วผู้กู้ออกเช็คมอบให้แก่ผู้ให้กู้เช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่2834/2535ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์มีว่าจำเลยมาขอกู้ยืมเงินผู้เสียหายโดยจำเลยออกเช็คตามฟ้องทั้งสองฉบับให้ผู้เสียหายแล้วผู้เสียหายจึงเอาเงินเท่ากับจำนวนเงินตามเช็คทั้งสองฉบับมอบให้จำเลยศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าก่อนจำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้ผู้เสียหายนั้นจำเลยกับผู้เสียหายมิได้มีหนี้ต่อกันการออกเช็คของจำเลยจึงมิใช่เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงให้ผู้เสียหายการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด

คดีตามหมายเหตุศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วแต่เห็นว่าคดีไม่มีมูลพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาผู้ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาซึ่งตามคำฟ้องมีการลำดับข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องว่ามีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันแล้วผู้กู้ยืมคือจำเลยออกเช็คจำนวนเงินตามสัญญากู้ยืมเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์และตามทางไต่สวนโจทก์มีสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยมาแสดงว่าทำการกู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน550,000บาทเมื่อวันที่20เมษายน2537และในวันนั้นเองจำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวมอบให้แก่โจทก์เป็นเช็คลงวันที่ล่วงหน้าตรงกับวันที่ครบกำหนดชำระเงินคือวันที่20มิถุนายน2537ปัญหาว่าการออกเช็คในลักษณะเช่นนี้เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่และบังคับได้ตามกฎหมายหรือเป็นการสั่งจ่ายเช็คเป็นการประกันหนี้เงินกู้ตามที่ศาลล่างทั้งสองศาลมีคำวินิจฉัยศาลฎีกาเห็นว่าตามลำดับข้อเท็จจริงจากทางไต่สวนของโจทก์ในลักษณะเช่นนี้ย่อมฟังได้เบื้องต้นว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืมโจทก์ตามสัญญากู้ยืมซึ่งเป็นไปตามหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา641ว่าสัญญากู้ยืมเกิดขึ้นแล้วและนับแต่นั้นไปจำเลยย่อมได้ชื่อว่าเป็นหนี้หรือลูกหนี้โจทก์แล้วจึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงตามนัยพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534มาตรา4วรรคแรกดังนั้นการที่จำเลยออกเช็คมอบให้แก่โจทก์ไว้แม้ในเวลาต่อเนื่องกันในวันเดียวกันซึ่งตามทางไต่สวนของโจทก์ว่าเป็นการออกเช็คชำระหนี้เงินกู้ไว้ล่วงหน้าซึ่งทั้งจำนวนเงินและวันที่ตรงกับที่ระบุไว้ในสัญญากู้ซึ่งก็คงไม่มีเหตุพอที่จะฟังเป็นอย่างอื่นนอกจากจะต้องฟังว่าเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงแล้วในขณะนั้นและบังคับได้ตามกฎหมายหาใช่เป็นการออกเช็คเพื่อเป็นการประกันหนี้ดังที่ศาลล่างทั้งสองได้มีคำวินิจฉัยไว้ไม่จึงพิพากษากลับให้ประทับฟ้องแต่อย่างไรก็ดีคดีนี้ยังคงต้องมีการสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปและอาจขึ้นมาสู่ศาลฎีกาอีกก็ได้ส่วนปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวางเป็นแนวในเรื่องออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินแม้จะออกเช็คในวันเดียวกันโดยออกหลังจากกู้ยืมเงินกันแล้วคงถือเป็นบรรทัดฐานกันต่อไป

คดีนี้คงเป็นการเตือนใจทั้งผู้ให้กู้และผู้กู้ซึ่งคงมีแนวคิดอาจแตกต่างกันไปและระมัดระวังในการรับเช็คและออกเช็คในเรื่องกู้ยืมเงิน พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6930/2537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บังคับให้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้กู้ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ โดยมิได้บังคับผู้ให้กู้ต้องลงลายมือชื่อด้วย เมื่อจำเลยเป็นผู้เขียนหนังสือสัญญากู้เงิน และลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้แล้วย่อมฟ้องร้องบังคับคดีได้ แม้ลายมือชื่อผู้ให้กู้เป็นลายมือชื่อปลอม ก็หามีผลให้หลักฐานการฟ้องร้องบังคับแก่จำเลยได้ที่สมบูรณ์อยู่แล้วเสียไปไม่ สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166 เดิม (มาตรา 193/33 ใหม่)หมายถึงดอกเบี้ยที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันฟ้อง ส่วนดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จไม่ใช่ดอกเบี้ยค้างชำระ โจทก์มีสิทธิได้ดอกเบี้ยเกิน 5 ปี โดยไม่มีกำหนดอายุความ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางสายฮวย ทัพแสงเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2526 จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินนางสายฮวยไป 50,000 บาท สัญญาให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2526 ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้อง นับแต่จำเลยกู้ยืมเงินไปจำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่นางสายฮวยเลย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องเพียง 5 ปี เป็นเงิน 37,500 บาท รวมกับต้นเงินเป็น 87,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 87,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์หรือนางสายฮวย หนังสือสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอมที่โจทก์เป็นผู้ทำขึ้นทั้งฉบับ หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แน่ชัดเป็นโมฆะขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 68,750 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน50,000 บาท นับจากวันฟ้อง (วันที่ 26 ตุลาคม 2533) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาขึ้นมาว่า หนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นหลักฐานฟ้องร้องบังคับจำเลยผู้กู้ได้หรือไม่ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 คิดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้นเป็นการชอบหรือไม่ ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยกู้ยืมเงินนางสายฮวยไปตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1จำเลยเป็นผู้เขียนหนังสือสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าว และลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ไว้จริงเฉพาะลายมือชื่อผู้ให้กู้นั้นไม่ใช่ลายมือชื่อนางสายฮวย เป็นลายมือชื่อปลอมปัญหาว่าหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นหลักฐานฟ้องร้องบังคับจำเลยผู้กู้ได้หรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "การกู้ยืมเงินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" เห็นได้ว่ากฎหมายบังคับให้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้กู้ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้โดยมิได้บังคับผู้ให้กู้ต้องลงลายมือชื่อด้วยดังนั้นเมื่อจำเลยเป็นผู้เขียนหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้แล้ว ย่อมฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แม้ลายมือชื่อผู้ให้กู้ไม่ใช่ลายมือชื่อนางสายฮวยเป็นลายมือชื่อปลอม ก็หามีผลให้หลักฐานการฟ้องร้องบังคับแก่จำเลยได้ที่สมบูรณ์อยู่แล้วเสียไปไม่

ปัญหาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 คิดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จชอบหรือไม่ที่จำเลยฎีกาว่า เป็นการขยายอายุความคิดดอกเบี้ยซึ่งมีกำหนด5 ปี ต่อไปอีกนั้น เห็นว่า สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166 เดิม(มาตรา 193/33 ใหม่) นั้น หมายถึงดอกเบี้ยที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันฟ้องส่วนดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ไม่ใช่ดอกเบี้ยค้างชำระ จะใช้มาตรา 166 เดิม (มาตรา 193/33 ใหม่) บังคับไม่ได้ ถ้าการพิจารณาคดียืดเยื้อโจทก์ย่อมมีสิทธิได้ดอกเบี้ยเกิน5 ปี โดยไม่มีกำหนดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ" พิพากษายืน

หมายเหตุ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรกลักษณะสำคัญของหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน คือ ต้องเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้ให้กู้เป็นสำคัญ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกู้เงินและเขียนสัญญากู้ไว้แต่ผู้ให้กู้ไม่ได้ลงลายมือชื่อ มีแต่ลายมือชื่อจำเลยผู้กู้ ต่อมาได้มีการปลอมลายมือชื่อผู้ให้กู้แล้วนำสัญญากู้ดังกล่าวมาฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยเป็นผู้เขียนหนังสือสัญญากู้เงินและลงลายมือชื่อผู้กู้แล้ว ย่อมฟ้องร้องบังคับคดีได้ แม้ลายมือชื่อผู้ให้กู้เป็นลายมือชื่อปลอม ก็หามีผลให้หลักฐานการฟ้องร้องบังคับแก่จำเลยได้ที่สมบูรณ์อยู่แล้วเสียไปไม่เดิมศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ว่า หลักฐานที่เป็นหนังสือแม้ไม่ได้ระบุวันเดือนปีที่ทำหรือไม่มีลายมือชื่อผู้ให้กู้ก็ใช้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1252/2515,2917/2523 และสามารถนำพยานบุคคลมาสืบอธิบายได้ว่า ใครเป็นผู้ให้กู้ยืม ไม่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเอกสาร ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1302/2535))

ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับหลักฐานการกู้ยืมนั้น จะเกี่ยวกับจำนวนเงินในหลักฐานการกู้ ซึ่งพอจะแยกเป็นแนวทางที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้

1. ถ้ามีการกู้เงินและมีหลักฐานการกู้ยืมครั้งหนึ่งแล้ว และมีการกู้ใหม่อีกหากการกู้ครั้งหลังไม่ทำหลักฐานใหม่ แต่ใช้วิธีการแก้ไขจำนวนเงินในหลักฐานการกู้เดิมโดยผู้กู้มิได้ลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไขไว้ ให้ถือว่าการกู้ครั้งหลังไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมเป็นสำคัญ ผู้ให้กู้คงฟ้องร้องบังคับคดีได้แต่เฉพาะการกู้ครั้งแรกเท่านั้น (ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2507)

2. ถ้ามีการกู้ยืมครั้งหนึ่งแล้ว และมีการกู้ใหม่อีก หากการกู้ครั้งหลังมีขึ้นก่อนการทำหลักฐานแห่งการกู้ยืมครั้งแรกจะสำเร็จโดยผู้กู้ยังไม่ได้ลงลายมือชื่อ และได้แก้ไขจำนวนเงินที่ทำไว้เดิมโดยเพิ่มจำนวนเงินที่กู้ใหม่ แล้วผู้กู้ลงลายมือชื่อไว้ผู้ให้กู้สามารถฟ้องร้องบังคับคดีตามจำนวนเงินที่กู้ทั้งหมดได้ (ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1154/2511)

3. ถ้ามีการกู้เงินและทำหลักฐานการกู้ยืมไว้ถูกต้องแล้ว หากมีการแก้ไขจำนวนเงินอันแท้จริงในหลักฐานการกู้เดิม โดยผู้ให้กู้มิได้รู้เห็นยินยอม ผู้ให้กู้คงเรียกร้องบังคับคดีได้เฉพาะจำนวนเงินที่กู้เดิม แม้หลักฐานการกู้จะเป็นเอกสารปลอม แต่ก่อนการแก้ไขเอกสารเดิมยังสมบูรณ์อยู่ ไม่ทำให้เอกสารที่สมบูรณ์อยู่แล้วเสียไปทั้งหมด (ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 761/2509(ประชุมใหญ่),1860/2523,1186/2529)

4. กรณีการกู้ยืมได้มีการทำหลักฐานแห่งการกู้ยืม โดยผู้กู้ลงลายมือชื่อไว้แต่ไม่ได้กรอกข้อความและจำนวนเงิน ต่อมามีการเขียนข้อความและจำนวนเงินผิดจากจำนวนเงินที่กู้จริง โดยผู้กู้ไม่ได้รู้เห็นยินยอมเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมผู้ให้กู้ไม่อาจแสวงสิทธิจากเอกสารปลอมได้ จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีได้(คำพิพากษา, ศาลฎีกาที่ 2692/2522,1372/2526,1532/2526,1624/2526,3063/2531,2163/2533,1556/2534)

สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ มีข้อที่น่าสังเกตว่า ศาลฎีกาถือหลักเกณฑ์สำคัญของหลักฐานแห่งการกู้ยืม คือ เป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้กู้เป็นสำคัญ ส่วนลายชื่อผู้ให้กู้จะปลอมก็ไม่ใช่สาระสำคัญ สามารถนำหลักฐานนั้นมาฟ้องได้ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ว่า หลักฐานการกู้แม้ไม่ระบุวันเดือนปีที่กู้ก็สามารถนำหลักฐานนั้นมาฟ้องได้ มีข้อน่าคิดว่า กรณีฝ่ายผู้ให้กู้แก้ไขวันเดือนปีที่กู้ในหลักฐานการกู้ที่มีวันเดือนปีอยู่แล้ว หรือลงวันเดือนปีในหลักฐานการกู้ซึ่งเดิมไม่มีอยู่ ไม่ตรงกับความจริงที่กู้กัน อันมีผลถึงวันกำหนดชำระหนี้เงินกู้และอายุความที่จะนำคดีมาฟ้องอย่างนี้จะถือว่าเป็นสาระสำคัญหรือไม่ ไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้คงจะต้องรอกันต่อไป วัฒนาสุขประดิษฐ์


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 903/2534 หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเป็นหลักฐานในการขายฝากที่ดินหาใช่เป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินไม่ ฉะนั้นจำเลยจะอ้างว่าสัญญาขายฝากที่ดินที่พิพาทซึ่งจำเลยทำไว้กับโจทก์เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 ไม่ได้ ในเมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมอันเป็นนิติกรรมที่แท้จริงมาแสดงฟังไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยทำสัญญาขายฝากอำพรางการกู้ยืมเงินกัน.

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินรวม 3 โฉนด ให้แก่โจทก์เมื่อครบกำหนดเวลาไถ่ จำเลยมิได้ทำการไถ่และไม่ยอมออกจากที่ดินที่ขายฝาก ขอบังคับให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินดังกล่าวและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินตามฟ้องจริงโดยโจทก์ตกลงกับจำเลยว่าทำสัญญาขายฝากไว้เป็นหลักฐานการเป็นหนี้เท่านั้น แต่ขอให้ส่งดอกเบี้ยทุกปี หลังจากทำสัญญาขายฝากแล้วจำเลยยังคงครอบครองที่ดินโดยโจทก์ไม่คิดค่าเช่าแต่อย่างใด ก่อนครบกำหนดเวลาไถ่จำเลยได้ติดต่อขอไถ่คืนกับโจทก์หลายครั้งแต่โจทก์ผัดผ่อนและประวิงเวลาเรื่อยมาจนพ้นกำหนดเวลาไถ่ โจทก์จะเอาที่ดินเป็นของโจทก์ จำเลยไม่ยินยอมและครองครองที่ดินที่ขายฝากตลอดมาจำเลยมีความประสงค์ที่จะไถ่ที่ดินคืนจากโจทก์ การที่โจทก์ฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นละเมิดคดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง และให้จำเลยไถ่ทรัพย์คืนจากโจทก์หากโจทก์ไม่ยินยอมขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 13271, 13272 และ 20164 ตำบลท่าโพ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก และห้ามเกี่ยวข้อง จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่จำเลบยและโจทก์นำสืบรับกันมาฟังได้เบื้องต้นว่า จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้โจทก์ไว้ในราคา 139,600บาท มีกำหนดเวลา 1 ปี ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.3 และโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4, จ.5 และ จ.6 ตั้งแต่ทำสัญญาขายฝากแล้ว จำเลยได้ครอบครองทำกินในที่ดินที่ขายฝากตลอดมา จนพ้นกำหนดเวลาตามสัญญาจำเลยมิได้ไถ่คืน ปัญหาวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าจำเลยได้ขอไถ่ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงคืนอจากดจทก์ภายในกำหนด 1 ปี ตามสัญญาขายฝากแล้วหรือไม่...จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ใช้สิทธิขอไถ่คืนที่ดินพิพาทแล้ว สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยใช้นิติกรรมการขายฝากซึ่งอำพรางนิติกรรมกู้งเงินตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้นั้น เห็นว่าจำเลยได้ให้การไว้ แม้จะไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นไว้โดยตรงก็ตาม แต่จำเลยได้นำสืบให้เห็นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกู้เงินโดยโจทก์ยึดที่ดินพิพาทไว้เป็นหลักประกันจึงควรวินิจฉัยให้ในชั้นนี้ แต่จำเลยได้นำสืบไว้แต่เพียงว่าจำเลยได้ไปบอกให้โจทก์ทราบว่านายอภิรักษ์ตกลงซื้อที่ดินโดยให้ราคาไร่ละ20,000 บาท โจทก์บอกว่ายังไม่ขายเพราะราคาถูกไปจึงให้เอาที่ดินไว้กับโจทก์ โดยโจทก์จะไม่ยึดที่ดินที่ขายฝากเท่านั้น โดยจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันให้เห็นว่าความจริงจำเลยได้กู้เงินโจทก์แล้วมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้โจทก์ยึดไว้เป็นหลักประกัน แต่ได้ทำหลักฐานไว้เป็นสัญญาขายฝากอันเป็นการทำนิติกรรมอำพราง ทั้งพยานของจำเลยที่นำสืบมาก็ฟังไม่ได้แล้วว่านายอภิรักษ์ได้มาขอและตกลงซื้อที่ดินจากจำเลยดังที่จำเลยอ้าง การที่จะฟังว่าการทำสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้เงินได้นั้น สิ่งสำคัญจะต้องปรากฏว่าจำเลยกับโจทก์ได้ทำหลักฐาต่อกันไว้ว่า ได้มีการทำสัญญากู้เงินกันจริง แล้วจึงทำสัญญาขายฝากเป็นการอำพรางไว้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าหนังสือสัญญาขายฝากเป็นหลักฐานแห่งการกู้เงินได้นั้นเห็นว่า หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเป็นหลักฐานในการขายฝากที่ดิน หาใช่เป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินไม่ฉะนั้นจำเลยจะอ้างว่าสัญญาขายฝากที่ทำไว้กับโจทก์เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 ไม่ได้ ในเมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมอันเป็นนิติกรรมที่แท้จริงมาแสดงแล้ว ข้ออ้างของจำเลยจึงรับฟังไม่ได้..." พิพากษายืน.

หมายเหตุ การกู้ยืมเงินเกินกว่า 50 บาทนั้น ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีมิได้ "หลักฐานแห่งการกู้ยืม" ตามมาตรานี้จะเป็นหนังสืออะไรก็ได้ ข้อสำคัญต้องมีข้อความแสดงถึงเค้ามูลแห่งการกู้ยืมพอสมควร เอกสารที่ลูกหนี้ทำไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะนำเงินตามจำนวนที่ระบุไว้มาใช้ให้แก่เจ้าหนี้ภายในวัน เดือน ปี ที่กำหนดไว้ ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1504/2531) สำหรับสัญญาขายฝาก แม้การขายฝากได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าทางนำสืบฟังได้ว่าคู่สัญญามีเจตนาจะผูกพันกันในเรื่องกู้ยืมเงิน สัญญาขายฝากที่ทำไว้ก็เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 118วรรคสอง ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งถ้าเกิน 50 บาทก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่ในสัญญาขายฝากย่อมมีข้อความแสดงว่าลูกหนี้ได้รับเงินไปจากเจ้าหนี้เมื่อตอนทำสัญญาขายฝาก ทั้งลูกหนี้ตกลงว่าจะใช้คืนเมื่อทำการไถ่ทรัพย์ทำนองเดียวกับการกู้ยืมเงินสัญญาขายฝากจึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้ ส่วนทรัพย์สินที่ขายฝากซึ่งลูกหนี้ยอมให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้ก็แปลว่าเป็นเพียงประกันการกู้ยืมเงิน เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยในแนวนี้มาแล้วหลายเรื่อง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 862-863/2520ที่ 3093-3094/2524 และที่ 2329/2529 เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การขายฝากนั้นเป็นสัญญาอีกประเภทหนึ่ง หาใช่การกู้ยืมเงินไม่สัญญาขายฝากจะเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้ก็ต่อเมื่อได้ความว่าสัญญาขายฝากได้ทำขึ้นเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงินเท่านั้น ฉะนั้น ถ้าเจ้าหนี้จะฟ้องว่าลูกหนี้กู้ยืมเงินไปโดยอ้างสัญญาขายฝากเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม ก็ต้องบรรยายฟ้องให้เห็นว่าสัญญาขายฝากนั้นเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงิน ถ้าเพียงแต่บรรยายว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไป และได้ทำหนังสือสัญญาขายฝากไว้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ดังนี้ สัญญาขายฝากก็ยังเป็นสัญญาขายฝาก การกู้ยืมเงินที่โจทก์ฟ้องจึงหามีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3010/2525)

สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ แม้คำให้การจำเลยจะตั้งประเด็นว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินก็ตามแต่เมื่อตามพยานหลักฐานไม่อาจฟังได้ว่ามีการกู้ยืมเงินกันแล้วลำพังสัญญาขายฝากจึงหาอาจเป็นหลักฐานว่ามีการกู้ยืมเงินกันไม่เพราะข้อความในสัญญาขายฝากยอมแสดงว่าคู่สัญญาทำสัญญาขายฝากกันมิใช่ทำสัญญากู้ยืมเงินกัน คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงเป็นเรื่องการรับฟังพยานหลักฐาน หาขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าในกรณีคู่สัญญาทำสัญญาขายฝากอำพรางการกู้ยืมเงิน สัญญาขายฝากย่อมเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินแต่อย่างใดไม่. สมบูรณ์ บุญภินนท์.


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2317/2530 การที่โจทก์นำสืบถึงมูลหนี้เดิมว่าสามีจำเลยกู้เงินโจทก์30,000 บาท จำเลยรู้เห็น เมื่อสามีจำเลยถึงแก่กรรม จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ฉบับพิพาทให้โจทก์ไว้และรับว่าจะชำระเงินตามสัญญากู้โจทก์ฟ้องจำเลยตามสัญญากู้นั้นได้ โดยโจทก์ไม่ต้องบรรยายฟ้องถึงมูลหนี้เดิมซึ่งระงับแล้วไว้ เพราะจำเลยทำสัญญากู้และยอมผูกพันตนชำระหนี้แทนสามี การนำสืบของโจทก์ถึงมูลหนี้เดิมหาเป็นการแตกต่างจากคำฟ้องไม่ ทั้งการที่ศาลล่างฟังว่าเป็นเรื่องแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ก็มิใช่เป็นเรื่องนอกสำนวน โจทก์มิได้เสียค่าอ้างเอกสารสัญญากู้แต่โจทก์ได้แนบสำเนาหนังสือสัญญากู้มาท้ายฟ้อง จำเลยก็รับว่าเป็นผู้ทำสัญญากู้ฉบับพิพาทให้โจทก์ไว้จริง ฉะนั้นกรณีจึงไม่จำต้องหยิบยกเอกสารที่โจทก์ไม่ได้เสียค่าอ้างขึ้นวินิจฉัย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำรับของจำเลยอยู่แล้วว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้ตามฟ้องและโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีได้.

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เอกสารท้ายฟ้องครั้งถึงกำหนดแล้ว จำเลยไม่ชำระขอให้บังคับจำเลยชำระเงินกู้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินจากโจทก์ โจทก์เป็นบิดาสามีของจำเลยได้ให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินให้โจทก์ยึดไว้ เนื่องจากสามีจำเลยได้ถึงแก่กรรม โจทก์กลัวว่าจำเลยจะไม่แบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ จำเลยยังขายมรดกไม่ได้ จึงยังไม่ได้แบ่งเงินให้โจทก์จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไป 30,000 บาท และได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วแต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินจากโจทก์ ข้อนำสืบของโจทก์จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและแตกต่างจากฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบถึงมูลหนี้เดิมว่าจ่าอากาศตรีสมศักดิ์ กรพิพัฒน์ สามีของจำเลยกู้เงินโจทก์ไป30,000 บาท จำเลยก็รู้เห็นด้วยเมื่อจ่าอากาศตรีสมศักดิ์ถึงแก่กรรมจำเลยจึงทำหนังสือสัญญากู้ฉบับพิพาทให้โจทก์ไว้และรับว่าจะชำระเงินตามสัญญากู้ให้เมื่อขายที่ดินมรดกของจ่าอากาศตรีสมศักดิ์ได้เงินแล้ว แต่เมื่อจำเลยขายที่ดินมรดกดังกล่าวได้เงินมา จำเลยไม่ชำระเงินตามสัญญากู้ให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยตามสัญญากู้ได้ โดยไม่จำต้องบรรยายในคำฟ้องถึงมูลหนี้เดิมซึ่งระงับไปแล้ว เพราะจำเลยทำสัญญากู้ยอมผูกพันตนชำระหนี้แทนจ่าอากาศตรีสมศักดิ์ และการที่โจทก์นำสืบถึงมูลหนี้ก่อนที่จำเลยจะทำสัญญากู้ฉบับพิพาทไว้ให้แก่โจทก์ก็หาเป็นการแตกต่างจากคำฟ้องไม่ ทั้งการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังว่าเป็นเรื่องแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ก็มิใช่เป็นเรื่องนอกสำนวนดังที่จำเลยฎีกาส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องกู้ยืม ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ (จำเลย)จึงจะฟ้องร้องบังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653แต่โจทก์มิได้เสียค่าอ้างเอกสาร ศาลจึงรับฟังเอกสารที่โจทก์อ้างไม่ได้ เท่ากับโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม จึงฟ้องบังคับคดีไม่ได้นั้น เห็นว่า ในการฟ้องคดีนี้โจทก์ได้แนบสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมซึ่งมีลายมือชื่อจำเลยลงชื่อเป็นผู้กู้มาท้ายฟ้องทั้งตามคำให้การของจำเลยและทางนำสืบ จำเลยก็ยอมรับว่าได้ทำหนังสือสัญญากู้ฉบับพิพาทไว้ให้โจทก์จริง ฉะนั้น กรณีจึงไม่จำต้องหยิบยกเอกสารที่โจทก์ไม่ได้เสียค่าอ้างขึ้นวินิจฉัย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำรับของจำเลยอยู่แล้วว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้ตามฟ้องและโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน.

หมายเหตุ

1. คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้ท้ายฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยมิได้กู้เงินโจทก์เป็นแต่เพียงจำเลยรู้เห็นด้วยกับการที่สามีของจำเลยไปกู้เงินโจทก์ เมื่อสามีของตนถึงแก่กรรมจำเลยจึงทำสัญญากู้ฉบับพิพาทให้โจทก์เพื่อรับสภาพความผิดไว้แทน กรณีจึงเป็นเรื่องที่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องกับที่ได้ความตามทางพิจารณาไม่เหมือนกัน

ถ้ากรณีเป็นคดีอาญา ความแตกต่างเช่นนี้จะต้องพิจารณาไปตามหลักข้อเท็จจริงต่างกับฟ้อง (variance) ตามมาตรา 192 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่วนในทางแพ่งกฎหมายมีเจตนารมณ์และหลักเกณฑ์ที่ผิดแผกไปจากคดีดอาญากระบวนพิจารณาที่ได้ความตามข้อเท็จจริงต่างไปจากคำฟ้อง จึงมิใช่เรื่องข้อเท็จจริงต่างกับฟ้อง แต่เป็นเรื่องที่จะพิจารณาว่า ข้อเท็จจริงเช่นนั้นจะเป็นการฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องนอกฟ้องหรือเกินคำขอศาลก็จะพิจารณาพิพากษาให้ไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

อย่างไรก็ดีในทางแพ่ง การจะพิจารณาว่า คำฟ้องและทางพิจารณาที่ปรากฏความแตกต่างกันจะมีผลต้องห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งเพราะเป็นข้อเท็จจริงเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่จะต้องดูข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นเรื่อง ๆ ไป

2. เกี่ยวกับเรื่องการกู้ยืมนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 ได้วางบทบัญญัติไว้เป็นพิเศษต่างไปจากการยืมทรัพย์สินทั่ว ๆ ไป ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 640 เรียกว่ายืมใช้คงรูป หรือมาตรา 650 เรียกว่า ยืมใช้สิ้นเปลือง เพราะในกรณีนี้กฎหมายเรียกว่า การกู้ยืมเงิน

แม้ว่าการกู้ยืมเงินตามมาตรา 653 จะเรียกว่าเป็นการกู้ยืมเงินก็ตาม แต่ก็หาได้มีความหมายแคบจำกัดแต่เพียงการกู้ยืมเงินกันอย่างแท้จริงแต่ประการเดียวไม่ ยังอาจมีความหมายรวมเลยไปถึงการยืมทรัพย์สินอื่นไป แต่คู่สัญญาตีราคาทรัพย์สินไว้แล้วให้ใช้คืนเป็นเงินโดยทำสัญญากู้ยืมกันไว้ ก็ยังถือว่าสัญญากู้ยืมนั้นสมบูรณ์บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 นี้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2520/2515)

นอกจากนี้ สัญญากุ้นั้นอาจเนื่องมาจากมูลหนี้อื่นแต่คู่สัญญาแปลงหนี้เดิมให้มาเป็นสัญญากู้ก็ได้ ดังปรากฎตามแนวคำพิพากษาต่อไปนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 249-50/2476 เป็นหุ้นส่วนซื้อโรงน้ำแข็งและยอมให้ผู้ให้กู้จ่ายเงินนั้นเข้าในหุ้นส่วนตามที่ตกลงกันไว้ดังนี้เท่ากับจำเลยได้รับเงินไปตามสัญญากู้แล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2476 แชร์เปียหวย ผู้ที่ประมูลได้ในการเล่นแชร์ ทำสัญญากู้เงินที่ประมูลได้ไปให้ไว้ ต้องรับผิดใช้เงินตามจำนวนในสัญญากู้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 251/2477 ลูกหนี้เอาหนี้ที่ค้างชำระค่าซื้อสิ่งของเชื่อมาเปลี่ยนเป็นสัญญากู้เงิน สัญญากู้เงินนั้นใช้ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2480 ทำสัญญาจะซื้อที่นากัน ผู้ขายเรียกเงินมัดจำ ผู้ซื้อไม่มีเงินให้จึงทำหนังสือสัญญากู้เงินบุตรผู้ขายไว้ฉบับหนึ่ง แล้วผู้ขายทำใบรับเงินค่ามัดจำให้ผู้ซื้อไปดังนี้ ถือว่าได้มีการส่งมอบทรัพย์ที่กู้ยืมกันแล้วสัญญากู้สมบูรณ์ตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1039/2493 ซื่อเชื่อครั่งของเขาไป ภายหลังตกลงทำเป็นสัญญาว่ากู้เงินเขาไปเป็นจำนวนเงินเท่าราคาครั่งที่ซื้อเชื่อไป และมีการกำหนดต้องเสียดอกเบี้ยด้วย ดังนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ เพราะคู่กรณีได้ทำสัญญากู้เปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ต่อกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1379/2493 ขอยืมข้าวเขาแล้วตกลงกับเจ้าหนี้ว่า ให้ผู้ยืมใช้เป็นเงินจำนวนหนึ่งแล้วทำสัญญากู้ยืมขึ้นไว้ 1 ฉบับระบุจำนวนเงินที่ตกลงกันนั้นไว้ ดังนี้ เจ้าหนี้ย่อมฟ้องร้องให้บังคับตามสัญญากู้นั้นได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 333/2495 บิดามีความประสงค์จะโอนปืนให้บุตร แต่บุตรเป็นคนต่างด้าว ทางจำเลยไม่ยอมโอนปืนให้ บิดาจึงโอนปืนให้บุตรเขยซึ่งเป็นคนไทย แล้วให้บุตรเขยทำสัญญากู้เงินบุตร2,000 บาทเป็นราคาปืนที่บุตรควรจะได้ แล้วบิดาได้โอนปืนให้บุตรเขยเด็ดขาด ใบอนุญาตก็เป็นชื่อบุตรเขย ดังนี้ บุตรเขยต้องรับผิดชอบใช้เงิน 2,000 บาทให้แก่บุตร ฉะนั้น บุตรจึงมีอำนาจฟ้องเรียกเงินจำนวนนี้พร้อมทั้งดอกเบี้ยตามสัญญากู้จากบุตรเขยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2498 รับเงินล่วงหน้าไปในสัญญาจ้างเมื่อเสร็จสัญญาแล้วผู้รับจ้างไม่มีเงินล่วงหน้าจะคืนให้ จึงทำเป็นสัญญากู้ให้ไว้ ผู้จ้างฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้และนำสืบมูลหนี้เดิมได้โดยไม่ต้องบรรยายฟ้องไว้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1466/2498 ค้างชำระราคาซื้อที่ดิน จึงทำเป็นหนังสือกู้ให้ไว้แทน เป็นการแปลงหนี้ใหม่บังคับให้ใช้เงินตามหนังสือกู้ได้ จะเถียงว่าไม่มีการรับเงินตามสัญญากู้ไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1175/2508 โจทก์มอบเงินจำนวนหนึ่งให้จำเลยนำไปฝากธนาคาร จำเลยกลับเอาไปใช้เสียหมด จำเลยจึงทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ สัญญากู้จึงสมบูรณ์มีผลใช้บังคับได้เพราะมีมูลหนี้ต่อกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 636/2517 โจทก์จำเลยและผู้อื่นตกลงเล่นแชร์กัน โจทก์เป็นนายวงมีสิทธิได้เงินจากลูกวงคนอื่นก่อนโดยไม่ต้องประมูลและไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แต่ต้องเป็นผู้รวบรวมเงินจากลูกวงเอาไปให้กับผู้ที่ประมูลได้ และผู้ที่ประมูลได้ต้องทำสัญญาให้แก่ลูกวงคนอื่นเป็นการประกันชำระหนี้ โดยมอบให้โจทก์ไว้เพื่อเรียกเก็บเงินในภายหลัง เมื่อปรากฏว่าจำเลยประมูลแชร์ได้รับเงินไปแล้ว และได้ทำสัญญากู้มอบให้โจทก์ไว้ แต่ครั้นผู้อื่นประมูลได้จำเลยไม่ชำระเงิน โจทก์ต้องชำระแทนไป โจทก์ก็มาฟ้องเรียกให้จำเลยได้ใช้เงินและนำสืบว่ามูลหนี้ตามสัญญากู้เกิดจากการเล่นแชร์มิใช่การยืมเงินได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 878/2518 บิดาชายตกลงให้สินสอดแก่มารดาหญิง แต่ไม่มีเงินจึงทำสัญญากู้ให้หญิงไว้ บิดาชายต้องผูกพันตามสัญญากู้อันมีมูลหนี้และได้แปลงหนี้ใหม่ ต่อมาหญิงชายละเลยไม่จดทะเบียนสมรส ชายเรียกสินสอดคืนไม่ได้ (หมายเหตุ : เป็นการวินิจฉัยตามหลักกฎหมายเก่า ปัจจุบันมาตรา 1437 วรรคท้าย แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติให้ขายเรียกสินสอดคืนได้ถ้าไม่มีการสมรส)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1557/2524 ทำสัญญากู้เป็นประกันว่า ถ้าบุตรโจทก์ไม่ได้ไปทำงานยังต่างประเทศตามที่จำเลยชักนำ จำเลยจะคืนเงินที่โจทก์เสียไปแก่โจทก์ เมื่อบุตรโจทก์ไม่ได้ทำงานตามสัญญา จำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์ เป็นเรื่องมีมูลหนี้ต่อกันตามสัญญากู้ ไม่จำต้องรับเงินไปตามสัญญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2056/2525 การนำเช็คไปแลกเงินสดและทำสัญญากู้ไว้โดยมีข้อตกลงว่า ถ้าเช็คขึ้นเงินไม่ได้จะต้องชำระเงินกู้ตามสัญญากู้ หรือการกู้เงินโดยทำหนังสือสัญญากู้เป็นหลักฐานและมอบเช็คลงวันที่ล่วงหน้าเพื่อให้ผู้กู้นำไปขึ้นเงินเมื่อหนี้ถึงกำหนด หามีผลต่างกันไม่ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยตามข้อตกลงในหนังสือสัญญากู้ที่ว่า ถ้าโจทก์นำเช็คไปขึ้นเงินไม่ได้จำเลยทั้งสองจะต้องชำระหนี้ตามสัญญากู้นั้น หาใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่

ตัวอย่างตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการกู้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 หมายความรวมเลยไปถึงการยืมทรัพย์สินแล้วตีราคาเป็นเงิน หรือการแปลงหนี้เดิมให้เป็นหนี้เงินกู้ยืม แต่ข้อสำคัญก็คือหนี้เดิมนั้นจะต้องมีมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย หากไม่มีมูลหนี้เดิมหรือมีแต่มูลหนี้นั้นบังคับไม่ได้ตามกฎหมายแล้ว โดยผลของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 349 คู่สัญญาก็จะทำการแปลงหนี้ไม่ได้ ดังปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1852/2506 จำเลยขอหมั้นน้องสาวโจทก์เพื่อแต่งงานกับบุตรจำเลย แต่จำเลยไม่มีเงินจึงทำสัญญากู้ให้โจทก์ยึดถือไว้ และโจทก์จำเลยตกลงกันว่า ถ้าจำเลยปลูกเรือนหอโจทก์จะลดเงินกู้ให้บ้างตามราคาของเรือนหอ ต่อมาจำเลยไม่ปลูกเรือนหอและบุตรจำเลยไม่ยอมแต่งงานกับน้องสาวโจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้ สัญญากู้ดังกล่าวนี้เป็นเพียงสัญญาจะให้ทรัพย์สินเป็นของหมั้นกันในวันข้างหน้ายังไม่ได้มีการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่กันอย่างแท้จริง เจตนาแท้จริงของคู่สัญญากู้มิได้มุ่งต่อการให้สัญญากู้ตกเป็นของอีกฝ่ายหนึ่งในสภาพของหมั้น และไม่มีความประสงค์ให้ตกเป็นสิทธิแก่หญิงเมื่อสมรสแล้ว ในกรณีเช่นนี้ถือไม่ได้ว่ามีการให้ของหมั้นกันตามกฎหมาย โจทก์จะฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้ในฐานะเป็นของหมั้นมิได้ทั้งสัญญากู้รายนี้ก็ไม่มีมูลหนี้เดิมอันจะมีผลทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาได้ด้วย

3. แม้การกู้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653จะมีควาหมายเลยไปถึงการแปลงหนี้ใม่ หรือการยืมทรัพย์สินไว้แล้วตีราคาเป็นเงินไว้ก็ตามในการบรรยายฟ้องโจทก์จะบรรยายฟ้องไว้แต่เพียงว่า เป็นการกู้ยืมโดยมีสัญญากู้ไว้เป็นหลักฐานโดยมิได้กล่าวบรรยายถึงมูลหนี้เดิม ซึ่งเป็นที่มาของมูลหนี้ตามสัญญากู้ก็ได้ไม่ถือว่าเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมที่จะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แต่อย่างใด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 720/2518) ทั้งนั้นเนื่องจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมูลหนี้เดิม หรือการแปลงหนี้ถือว่าเป็นเพียงข้อเท็จจริงรายละเอียดที่จะไปนำสืบในชั้นพิจารณา และมีผลทำให้การนำสืบให้เห็นถึงมูลหนี้เดิมหรือการแปลงหนี้มาเป็นสัญญากู้ตามคำฟ้องนั้นเป็นการนำสืบพยานที่เกี่ยวกับประเด็น และศาลรับฟังทางนำสืบเช่นนั้นได้ ไม่ต้องห้ามตาม มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 87(1) ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่อย่างใด ดังเช่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 535/2482 การนำสืบถึงมูลกรณีเดิมที่เป็นหนี้กัน ไม่ถือว่าเป็นการสืบต่างกับฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 498/2506 การที่โจทก์นำสืบถึงความเป็นมาของจำนวนเงินกู้ตามที่ปรากฏในสัญญา แม้จะมิได้บรรยายไว้ในฟ้องก็นำสืบได้ หาใช่เป็นการนำสืบนอกประเด็นไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1793/2513 ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินและรับเงินกู้ไปจากโจทก์แล้วโจทก์นำสืบว่า จำเลยเป็นหนี้ค่าซื้อเชื่อสิ่งของบ้าง ยืมเงินก่อนวันทำสัญญากู้บ้าง ยืมในวันทำสัญญากู้บ้าง แล้วรวมทำสัญญากู้เงินจำนวนตามฟ้อง ดังนี้ เป็นการนำสืบถึงความเป็นมาแห่งหนี้ตามสัญญากู้ ไม่เป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารสัญญากู้ และไม่เป็นการสืบนอกฟ้องนอกประเด็น

4. ข้อพิจารณาประการต่อมาก็คือ ปัญหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินแต่ทางพิจารณาปรากฏเป็นเรื่องอื่น เช่นการยืมทรัพย์สิน หรือการแปลงหนี้ใหม่ เช่นนี้ จะถือว่าเป็นเรื่องเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันจะต้องห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาหรือไม่

หากพิจารณาตามสภาพคำฟ้องของโจทก์ที่มักจะบรรยายฟ้องไว้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน...บาท ปรากฏตามสัญญากู้เอกสารท้ายฟ้อง จะเห็นได้ว่าโจทก์ฟ้องบังคับคดีเพื่อขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์โดยอ้างนิติสัมพันธ์ตามสัญญากู้นั้นเป็นสำคัญ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าจะมิใช่การกู้ยืมเงินกันจริง ๆ แต่เป็นการแปลงหนี้เดิม หรือเป็นเรื่องอื่นก็ตาม จะต้องเป็นกรณีที่จะต้องมีมูลหนี้ผูกพันระหว่างคู่สัญญา และความผูกพันแห่งหนี้นั้นมีบ่อเกิดมาจากสัญญากู้ที่โจทก์อ้างไว้ในคำฟ้อง เมื่อใดก็ตามที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่ามูลหนี้ของคู่สัญญาเนื่องมาจากเหตุอื่นมิใช่จากสัญญากู้แล้วเมื่อนั้นต้องถือว่าเป็นเรื่องที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ศาลจะพิพากษาเกินคำขอมิได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เช่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ท 520/2503 ฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยได้กู้เงินจากโจทก์ไป และได้ทำหนังสือกู้ไว้ดังสำเนาท้ายฟ้อง แม้ทางพิจารณาได้ความว่าการกู้รายนี้มีมูลกรณีเกิดจากการเล่นแชร์จำเลยก็คงต้องรับผิดตามสัญญากู้และกรณีเช่นนี้เป็นแต่เพียงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงว่า มูลกรณีแห่งการกู้ยืมเงินรายนี้เป็นมาอย่างไรเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องได้ความแตกต่างผิดไปจากฟ้องจึงไม่เป็นเหตุที่จะยกฟ้องของโจทก์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2880/2517 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ไป 3,300 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันขอให้จำเลยร่วมกันชำระหนี้ แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่า สัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องมีมูลมาจากการเล่นแชร์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระอยู่เพียง600 บาทก็ตาม ก็เป็นเพียงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงว่า มูลกรณีของการกู้ยืมนี้เป็นมาอย่างไรเท่านั้น มิใช่เรื่องได้ความแตกต่างผิดไปจากฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3385/2526 โจทก์มอบเงินแก่จำเลยเพื่อจัดการให้โจทก์ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายสุรา แล้วทำเป็นหนังสือสัญญากู้เงินจำนวนนั้นไว้อันเป็นนิติกรรมอำพราง เมื่อโจทก์มาฟ้องขอให้บังคับตามหนังสือสัญญากู้ซึ่งไม่มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายข้อตกลงอย่างอื่นที่ว่า เมื่อจำเลยมิได้ทำการตามสัญญาที่ถูกอำพรางไว้ให้แก่โจทก์จนสำเร็จ จำเลยจะต้องใช้เงินที่รับกันให้แก่โจทก์จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยหรือบังคับให้ได้

5. เกี่ยวกับข้ออ้างของจำเลยที่ว่าโจทก์มิได้เสียค่าอ้างเอกสารศาลจึงรับฟังเอกสารที่โจทก์อ้างไม่ได้นั้น แม้ว่าการที่โจทก์ไม่อ้างเอกสารตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในตาราง 2 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จะทำให้รับฟังเอกสารนั้นไม่ได้ก็ตาม (นัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1162/2515,1626/2516,235-241/2517,978-979/2525 และ 1486/2525) แต่ตามข้อเท็จจริงในคดีได้ความว่าจำเลยรับว่าได้ทำหนังสือสัญญากู้ฉบับพิพาทให้โจทก์ไว้จริง กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(1) ที่ว่าข้อเท็จจริงใดคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้วก็ไม่ต้องพิสูจน์ซึ่งข้อเท็จจริงนั้น ฉะนั้น ในกรณีเช่นนี้ สัญญากู้ฉบับพิพาทจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐาน โจทก์จึงไม่จำต้องเสียค่าอ้างเอกสารเป็นพยานแต่อย่างใด. นพพรโพธิรังสิยากร.

  • ชอบ