คำพิพากษาฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจหน้าที่ของผู้ใช้อำนาจปกครองกับอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๒๐๗/๒๕๔๔ ระหว่าง นายอภิชัยหรือโปเหล็ง อุดมทรัพย์ โจทก์ โดยนางอรนุช อุดมทรัพย์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับ บริษัทบางเทาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กับพวก จำเลย

ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๗๔, ๑๗๑๙, ๑๗๓๖

ที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ผู้จัดการมรดกนำมาเป็นทุนจัดตั้งเป็นบริษัทจำเลยที่ ๘ แล้วให้ทายาททุกคนเป็นผู้ถือหุ้นตามส่วนสัดที่ทายาทแต่ละคนมีสิทธิได้รับมรดก การนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ ๘ดังกล่าวเป็นการจัดการตามที่จำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกซึ่งอยู่ในขอบอำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๙ และมาตรา ๑๗๓๖ วรรคสอง เนื่องจากไม่สามารถจัดการให้ทายาทเข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดได้

แม้ทายาทบางคนยังเป็นผู้เยาว์อยู่ขณะนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนของบริษัทจำเลยที่ ๘ ผู้จัดการมรดกก็ไม่ต้องขออนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๗๔ เพราะกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ แต่เป็นเรื่องผู้จัดการมรดกทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๑๙ และ ๑๗๓๖ วรรคสอง

เมื่อทายาททุกคนโดยเฉพาะโจทก์ได้รับหุ้นและผลประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทจำเลยที่ ๘ เรื่อยมาจนกระทั่งโจทก์ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่ ป. และ อ. ไปในปี ๒๕๐๙ โดยไม่ได้คัดค้านว่าการกระทำของผู้จัดการมรดกไม่ชอบด้วยกฎหมายแสดงว่าโจทก์และทายาททุกคนพอใจและให้ความยินยอมในการกระทำดังกล่าวแล้วถือว่าโจทก์ได้รับแบ่งมรดกตามสิทธิครบถ้วนและถือว่าผู้จัดการมรดกได้แบ่งปันมรดกเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ ๘เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๐๓ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งอีก

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๓๖๐, ๑๓๕๖, ๖๐๙, ๖๐๔, ๖๑๒, ๖๐๘, ๑๓๕๗,๑๓๖๒, ๑๓๕๒, ๖๑๓, ๖๐๗, ๖๑๔,๑๓๖๑, ๑๓๕๓, ๑๓๕๘, ๖๐๖, ๖๑๐, ๑๓๕๙, ๑๓๕๔, ๑๓๕๕, ๖๑๑ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต รวม ๒๑ แปลง และให้จำเลยที่ ๗ จดทะเบียนเป็นชื่อของผู้จัดการมรดกของขุนวิเศษนุกูลกิจแทน หากไม่สามารถจดทะเบียนเพิกถอนได้ก็ให้บังคับจำเลยทั้งหมดร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๑,๗๘๖,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เพื่อนำเข้ากองมรดกแบ่งปันให้ทายาทต่อไปและห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ ถึง ๖ พร้อมทั้งบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินทั้ง ๒๑ แปลง

จำเลยที่ ๑ ถึง ๖ จำเลยที่ ๘ ที่ ๙ และจำเลยที่ ๑๕ ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๗ ที่ ๑๐ ที่ ๑๖ ถึง ๒๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑๑ ถึง ๑๔ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา โจทก์และนางสมศรี อุดมทรัพย์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายปลื้มหรือโปจ๋วน อุดมทรัพย์ จำเลยที่ ๑๒ ถึงแก่กรรม นางอรนุช อุดมทรัพย์ ทายาทโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนและโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวเย็นฤดีอุดมทรัพย์ ทายาทจำเลยที่ ๑๒ เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขุนวิเศษนุกูลกิจมีภรรยาหลายคนมีบุตรชาย ๑๙ คน และบุตรหญิง๑๙ คน ขุนวิเศษนุกูลกิจมีอาชีพทำเหมืองแร่อยู่ที่ตำบลเชิงทะเลอำเภอถลาง และที่ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ตต่อมาวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๐๓ ขุนวิเศษนุกูลกิจถึงแก่กรรมและวันที่๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๓ ศาลมีคำสั่งตั้งนายอภิชาติ อุดมทรัพย์ และจำเลยที่ ๙ เป็นผู้จัดการมรดกของขุนวิเศษนุกูลกิจ ผู้จัดการมรดกได้แบ่งทรัพย์ให้แก่ทายาทและจัดตั้งบริษัทวิเศษนุกูลกิจ จำกัด จำเลยที่ ๘ ขึ้นมาเพื่อทำกิจการเหมืองแร่ในที่ประทานบัตรเดิมของเจ้ามรดกและนำทรัพย์มรดกจำนวนหนึ่งมาเป็นทุนของบริษัทโดยแบ่งเป็นหุ้นจำนวน ๑,๒๐๐ หุ้น มูลค่าหุ้นละ ๒,๕๐๐ บาท ทายาทที่เป็นชายถือหุ้นคนละ ๕๖ หุ้น ทายาทที่เป็นหญิงถือหุ้นคนละ ๗ หุ้นกรรมการเริ่มแรกของบริษัท ๓ คน ได้หุ้นเพิ่มอีกคนละ ๑ หุ้น ผู้ถือหุ้นทั้งหมดไม่ต้องชำระเงินสดเป็นค่าหุ้นหลังจากจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ ๘ เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๐๓ แล้ว จำเลยที่ ๙ กรรมการบริษัทกับพวกได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.)สำหรับที่ดินประทานทำบัตรเหมืองแร่รวม ๒๑ แปลง ให้แก่จำเลยที่ ๘จำเลยที่ ๘ ได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมาและแบ่งรายได้ให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกเดือน จนกระทั่งจำเลยที่ ๘ เลิกกิจการและขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ จากนั้นมีการโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยอื่น ๆ อีกหลายทอดในที่สุดที่ดินพิพาทตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ถึงที่ ๖ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้จัดการมรดกได้แบ่งปันที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลางจังหวัดภูเก็ตให้แก่ทายาทเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ โจทก์เบิกความว่าเจ้ามรดกแบ่งปันทรัพย์สินอย่างอื่นให้แก่ทายาทเสร็จสิ้นแล้วเว้นแต่ที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ดังกล่าวที่ยังไม่ได้แบ่งให้ทายาทโดยมีนายอภิชาติเบิกความสนับสนุนว่าผู้จัดการมรดกทั้งสองได้ปรึกษากับนายเปรมแล้วตกลงให้จัดตั้งบริษัทจำเลยที่ ๘ ขึ้นมาเพื่อทำกิจการเหมืองแร่ต่อไป โดยนำอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มาเป็นทุนของจำเลยที่ ๘ส่วนที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ตำบลเชิงทะเลจะยังไม่แบ่งให้ทายาทเพราะถ้าแบ่งปันให้ทายาทแล้วจะทำเหมืองไม่ได้แต่จำเลยที่ ๙ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกคนหนึ่งและเป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ ๘เบิกความประกอบคำขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิว่า จำเลยที่ ๘มีทุนจดทะเบียนจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท แบ่งเป็นหุ้นทั้งหมด ๑,๒๐๐หุ้น มูลค่าหุ้นละ ๒,๕๐๐ บาท ทายาทที่เป็นชาย ๑๙ คน ถือหุ้นคนละ ๕๖ หุ้น ทายาทที่เป็นหญิงอีก ๑๙ คน ถือหุ้นคนละ ๗ หุ้น กรรมการของจำเลยที่ ๘ ชุดแรก ๓ คน ได้หุ้นเพิ่มอีกคนละ ๑ หุ้น โดยผู้ถือหุ้นทั้งหมดไม่ต้องชำระค่าหุ้นเพราะได้นำที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นทุนของจำเลยที่ ๘ในเรื่องนี้โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ ๘ และที่ ๙ ยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งตามพินัยกรรม ๑ ใน ๑๙ ส่วนหรือเท่ากับ๖๓ หุ้น โจทก์ถือหุ้นไว้เอง ๕๖ หุ้นนางสาวทัศนีย์พี่โจทก์ถือหุ้นไว้ ๗ หุ้น โจทก์และผู้ถือหุ้นทุกคนไม่ได้ชำระค่าหุ้นเพราะได้รับแจ้งจากกรรมการจำเลยที่ ๘ ว่า จำเลยที่ ๘ ได้เอาทรัพย์สินและอุปกรณ์ในการทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตีราคาเป็นค่าหุ้น ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายอภิชาติที่ตอบคำซักค้านทนายจำเลยที่ ๘ ว่ามรดกเฉพาะที่เป็นบ้านอาศัยประมาณ ๑๐ หลัง มีราคารวมกัน๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ แก้วแหวนเงินทองมีราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือคือที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มีราคาประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท รวมแล้วขุนวิเศษนุกูลกิจมีทรัพย์มรดกคิดเป็นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตรงกับที่ระบุไว้ในบัญชีทรัพย์มรดกท้ายคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแต่งตั้งนายอภิชาติและจำเลยที่ ๙ เป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ ดังนั้น ที่จำเลยที่ ๙ เบิกความว่า ได้นำที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มาเป็นทุนของจำเลยที่ ๘ จึงมีเหตุผลรับฟังได้ นอกจากนี้นายอภิชาติตอบทนายจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖และจำเลยที่ ๑๕ ถึงเหตุที่ไม่ได้แบ่งที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ให้แก่ทายาทตอนหนึ่งว่าขณะที่เจ้ามรดกตายที่ดินประทานบุตรทำเหมืองแร่มีราคาถูกมากและไม่สามารถแบ่งเป็นส่วนสัดได้เพราะทายาททุกคนจะเอาแต่ที่ดินที่ติดทะเลหากจะแบ่งกันก็ต้องขายที่ดินแล้วนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน สำหรับอุปกรณ์ทำเหมืองแร่นั้น นายอภิชาติเบิกความว่าไม่แบ่งให้ทายาทเพราะถ้าแบ่งก็จะได้คนละเล็กคนละน้อย และเมื่อจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ ๘ ขึ้นมาแล้วนายอภิชาติตอบทนายจำเลยที่ ๙ ว่า จำเลยที่ ๘ ไม่มีเงินสดหมุนเวียนเพราะมีแต่ทรัพย์มรดกจึงต้องไปยืมเงินสดมาจากนายจุติ บุญสูง ซึ่งเป็นเพื่อนกับนายเปรม อุดมทรัพย์ ต่อมาจำเลยที่ ๘ ได้ขายที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ที่ตำบลฉลองนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่นายจุติ ด้วยเหตุนี้ที่โจทก์อ้างว่าเฉพาะอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มีราคาสูงถึง ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงรับฟังไม่ได้ เพราะถ้ามีราคาสูงขนาดนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกู้ยืมเงินนายจุติมาใช้หมุนเวียนเนื่องจากสามารถขายอุปกรณ์บางส่วนมาใช้ได้ ประกอบกับเมื่อปี ๒๕๐๗ โจทก์ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการจำเลยที่ ๘ ขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญตามเอกสารหมาย ล.๘ และทำหน้าที่เป็นเลขานุการจดบันทึกรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ ๑/๒๕๐๗ ซึ่งในรายงานการประชุมดังกล่าว นายอภิชาติประธานที่ประชุมแจ้งว่าที่ดินที่เจ้ามรดกได้ทิ้งไว้ให้พวกเราส่วนมากเป็นที่ดี ถ้าเราไม่รีบฉวยโอกาสขยายงานในเวลานี้ ต่อไปจะทำลำบาก คำว่าที่ดินที่เจ้ามรดกได้ทิ้งไว้ให้พวกเรานายอภิชาติตอบทนายจำเลยที่ ๑ถึงที่ ๖ และจำเลยที่ ๑๕ ว่า คือที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ตำบลเชิงทะเล ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ที่ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นทรัพย์มรดกที่ผู้จัดการมรดกทั้งสองนำมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ ๘ แล้วให้ทายาททุกคนเป็นผู้ถือหุ้นตามส่วนสัดที่ทายาทแต่ละคนมีสิทธิได้รับมรดก ทั้งนี้ตามรายงานการประชุมตั้งบริษัทจำเลยที่ ๘ คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดคำขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เอกสารหมาย จ.๕๗ ถึง จ.๖๐ การนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ ๘ ขึ้นมาแล้วให้ทายาททุกคนเป็นผู้ถือหุ้นเพื่อดำเนินกิจการทำเหมืองแร่ในที่ดินดังกล่าว เป็นการจัดการตามที่จำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกซึ่งอยู่ในขอบอำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๙ และ ๑๗๓๖ วรรคสองเนื่องจากไม่สามารถจัดการให้ทายาทเข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดได้เพราะทายาททุกคนจะเอาแต่ที่ดินที่อยู่ติดกับทะเลดังที่นายอภิชาติเบิกความไว้ ดังนั้น แม้ทายาทบางคนยังเป็นผู้เยาว์อยู่ขณะนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนของบริษัทจำเลยที่ ๘ ผู้จัดการมรดกก็ไม่ต้องขออนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๖(เดิม)ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นหรือมาตรา ๑๕๗๔ (ใหม่) เพราะกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์แต่เป็นเรื่องผู้จัดการมรดกทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าทายาททุกคนโดยเฉพาะโจทก์ได้รับหุ้นและผลประโยชน์ตอบแทนเป็นประจำทุกเดือนจากบริษัทจำเลยที่ ๘ เรื่อยมาจนกระทั่งโจทก์ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่นายปลื้ม อุดมทรัพย์และนายอภิชาติในราคา ๓๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม๒๕๐๙ ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.๒ และ ล.๓ โดยไม่ได้คัดค้านว่าการกระทำของผู้จัดการมรดกทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายแสดงว่าโจทก์และทายาททุกคนพอใจและให้ความยินยอมในการกระทำดังกล่าวแล้ว ถือว่าโจทก์ได้รับแบ่งมรดกตามสิทธิครบถ้วนและถือว่าผู้จัดการมรดกทั้งสองได้แบ่งปันมรดกเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ ๘ เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๐๓ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน

หมายเหตุ

กรณีศึกษาเรื่องนี้คือการจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก ซึ่งทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกบางคนเป็นผู้เยาว์อยู่ มีปัญหาว่าการจัดการในส่วนของผู้เยาว์นั้นผู้จัดการมรดกจะต้องขออนุญาตศาลโดยอาศัยหลักการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องที่ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องขออนุญาตศาลตามมาตรา ๑๕๗๔ หรือไม่เรื่องนี้เป็นปัญหาทางกฎหมายซึ่งยากที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าใจได้ง่ายต้องศึกษาแนะนำความเข้าใจพอสมควร กล่าวคือต้องพิจารณาจากเรื่องหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องอะไรเสียก่อนแล้วจึงนำมาปรับแก่บทกฎหมายในเรื่องนั้น

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เฉพาะกรณีที่หยิบยกมาหมายเหตุนี้มีว่าในขณะที่เจ้ามรดกตายเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ ผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลได้นำที่ดินมรดกมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทขึ้นมาแล้วให้ทายาททุกคนเป็นผู้ถือหุ้น เพื่อดำเนินกิจการทำเหมืองแร่ในที่ดินดังกล่าวเนื่องจากไม่สามารถจัดการให้ทายาทเข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดได้ เพราะทายาททุกคนจะเอาแต่ที่ดินที่อยู่ติดกับทะเลซึ่งทายาททุกคนพอใจและให้ความยินยอม แต่มีทายาทบางคนเป็นผู้เยาว์อยู่ด้วยในขณะที่ผู้จัดการมรดกดำเนินการดังกล่าว จึงมีปัญหาว่าในกรณีของผู้เยาว์นั้น ผู้จัดการมรดกจะต้องขออนุญาตศาลตามความในมาตรา ๑๕๗๔ หรือไม่

เรื่องนี้คงต้องทำความเข้าใจในเรื่องอำนาจหน้าที่ของผู้ใช้อำนาจปกครองกับอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก กล่าวคือ ผู้ใช้อำนาจปกครองได้แก่บิดามารดาของบุตรผู้เยาว์ซึ่งสมรสกัน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕๗, ๑๕๖๖) หรือกรณีที่บิดามารดาเด็กมิได้สมรสกัน มารดาย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่ผู้เดียว (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๖ และ ๑๕๖๖) การที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นนี้ย่อมชอบด้วยเหตุผล เพราะบิดามารดาเป็นผู้ก่อให้เกิดบุตรและดูแลบุตรมานับแต่บุตรปฏิสนธิในครรภ์มารดาแล้ว ดังนั้นเมื่อเขาเกิดมามีสภาพบุคคล (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕) ย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ของบิดามารดาจะต้องดูแลปกป้องคุ้มครองและเลี้ยงดูเขาจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ โดยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๖) ขอให้พึงสังเกตว่าตามบทบัญญัติข้างต้นใช้ว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา" อำนาจนี้กฎหมายให้เฉพาะแต่บิดามารดาเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริงกับธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งมีความรักและห่วงใยบุตรของตนเป็นสำคัญ ดังนั้น ตามบทบัญญัติว่าด้วยการใช้อำนาจปกครองของบิดามารดา จึงมุ่งคุ้มครองส่วนได้เสียและสิทธิประโยชน์ของผู้เยาว์ โดยถือเอาบิดามารดาเป็นหลักสำคัญในการรับผิดชอบดูแลผู้เยาว์ซึ่งการใช้อำนาจปกครองนี้ก็รวมถึงการจัดการทรัพย์สินของบุตรผู้เยาว์ด้วย ทั้งนี้ต้องจัดการทรัพย์สินนั้นด้วยความระมัดระวังเช่น วิญญูชนจะพึงกระทำด้วย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๗๑) และนอกจากนี้ในการทำนิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ประเภทสำคัญเท่านั้นที่กฎหมายเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นพิเศษว่าผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้เว้นแต่ศาลจะอนุญาต เช่น ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อจำนอง ปลดจำนองหรือโอนสิทธิจำนองซึ่งอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ฯเป็นต้น (มาตรา ๑๕๗๔)

ขอให้สังเกตว่าอำนาจปกครองของบิดามารดานั้นมีลักษณะสำคัญ ๒ ประการกล่าวคือเป็นอำนาจที่เกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองตัวเด็กทางกายภาพและจิตใจมิให้ได้รับภยันตราย อบรมเลี้ยงดูให้เป็นคนดี รวมทั้งลงโทษได้ตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๗) ทั้งอุปการะเลี้ยงดูเขาจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะด้วย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๖๔) และอีกหน้าที่หนึ่งคือ การจัดการทรัพย์สินของบุตรผู้เยาว์ด้วยซึ่งสามารถกระทำได้ทุกอย่างเว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดว่าต้องขออนุญาตศาลเท่านั้น (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๗๔) หรือเป็นเรื่องที่ผู้เยาว์กระทำเองตามที่กฎหมายระบุไว้(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒ ถึง ๒๗) เช่น เมื่อผู้เยาว์อายุสิบห้าปีบริบูรณ์ย่อมทำพินัยกรรมได้ด้วยตนเอง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๕) ผู้ปกครองไม่มีอำนาจกระทำแทนได้

ในส่วนที่เกี่ยวกับการทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่ต้องขออนุญาตจากศาลโดยผู้ปกครองเป็นผู้เสนอเรื่องสู่ศาลนั้นเป็นเรื่องที่กฎหมายต้องการให้ศาลช่วยปกป้องคุ้มครองส่วนได้เสียและสิทธิประโยชน์ของผู้เยาว์อีกชั้นหนึ่ง แม้ว่าโดยธรรมชาตินั้นบิดามารดาย่อมรักบุตรของตน มีความห่วงใยในบุตรของตนอยู่แล้วก็ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในส่วนนี้เป็นการกรองอำนาจการจัดการทรัพย์สินประเภทสำคัญของบุตรผู้เยาว์ ซึ่งใกล้เคียงกับการจัดการมรดกของผู้ตายโดยผู้จัดการมรดก ซึ่งมุ่งหมายถึงการจัดการทรัพย์มรดกของบุคคลที่ตายแล้ว ผู้จัดการมรดกอาจถูกตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาลก็ได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกและโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๑๑ และ ๑๗๑๓) มีตัวอย่างคดีที่พิพาทเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้จัดการมรดกถึงศาลฎีกาอันเป็นศาลสูงสุดของศาลยุติธรรมในคดีนั้นศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๑๗/๒๕๔๓ ได้วินิจฉัยเป็นหลักไว้ว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรมและเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันมรดกและเป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกจะต้องจัดการโดยตนเองจะให้ผู้ใดดำเนินการแทนไม่ได้เว้นแต่กรณีข้อยกเว้นให้ผู้จัดการมรดกมอบให้ตัวแทนทำได้ตามอำนาจหน้าที่ที่ให้ไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล หรือในพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดก ผู้จัดการมรดกที่ศาลมีคำสั่งตั้งมิใช่ตัวแทนของทายาท อำนาจหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกต่อทายาทเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายหากแต่มีฐานะเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาทที่จะต้องจัดการมรดกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกและทายาท ทายาทหามีอำนาจที่จะสั่งการให้ผู้จัดการมรดกกระทำการใดได้ไม่ เพียงแต่ผู้จัดการมรดกจะต้องรับผิดต่อทายาท โดยกฎหมายอนุโลมให้นำบทบางมาตราของลักษณะตัวแทนมาใช้และทายาทย่อมอยู่ในฐานะเป็นผู้ควบคุมการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกให้อยู่ในขอบอำนาจที่พินัยกรรมและกฎหมายกำหนดไว้รวมทั้งมีอำนาจที่จะขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกที่ละเลยไม่ทำตามหน้าที่ ส่วนบทบัญญัติบางเรื่องก็เป็นเพียงกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลเป็นผู้ดูแลให้ผู้จัดการมรดกปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปโดยเรียบร้อย ดังนั้น วิธีการจัดการมรดกซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะกระทำเอง ทายาทและศาลไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้ผู้จัดการมรดกปฏิบัติตามมติที่ประชุมทายาทได้ หลักการที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้เป็นแนวทางที่จะต้องพิจารณาประกอบบทกฎหมายวิเคราะห์การจัดการมรดกด้วย การจัดการมรดกโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๙ ให้อำนาจแก่ผู้จัดการมรดกว่าผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือไม่โดยปริยายแห่งพินัยกรรมและเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามบทบัญญัติดังกล่าวได้มุ่งถึงการจัดการมรดกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกรวมถึงการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมและตามคำสั่งศาลเป็นสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงลักษณะทางกายภาพหรือความบกพร่องทางสติปัญญาว่าเป็นผู้เยาว์ หรือเสมือนไร้ความสามารถหรือไร้ความสามารถหรือเป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะ หรือมีคู่สมรสแล้วหรือไม่ เมื่อทายาทมีสิทธิตามกฎหมายหรือตามพินัยกรรมอย่างไรก็ต้องดำเนินการไปตามนั้นภายใต้ขอบเขตอำนาจของตน

อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกกับของผู้ใช้อำนาจปกครองของบุตรผู้เยาว์จึงมีข้อแตกต่างกันในบางประการโดยธรรมชาติและในทางกฎหมายแม้จะมีส่วนเหมือนกันในการมุ่งรักษาประโยชน์ของผู้เยาว์และกองมรดกก็ตาม เช่น การดูแลจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ กฎหมายมุ่งถึงการดูแลรักษาไว้ให้คงอยู่และเพิ่มพูน จะจำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อให้เกิดภาระผูกพันก็ต่อเมื่อจำเป็นและบางกรณีก็ต้องให้ศาลช่วยกลั่นกรอง คือศาลต้องอนุญาตจึงจะกระทำได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๗๔) ส่วนการจัดการตามทรัพย์มรดกของผู้ตายนั้น เป็นการดำเนินการแบ่งปันให้แก่ทายาทติดตามหนี้กองมรดกและชำระหนี้กองมรดกหรือการอื่น ๆ ที่จำเป็น แล้วในที่สุดก็ต้องแบ่งปันให้แก่ทายาท แนวทางและวัตถุประสงค์ที่สำคัญจึงแตกต่างกัน

ดังนั้น การจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งมีผู้เยาว์อยู่ด้วยผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจจัดการได้ภายใต้ขอบเขตตามที่กฎหมายกำหนด หรือตามคำสั่งศาลหรือพินัยกรรมแล้วแต่กรณี โดยมิต้องขออนุญาตต่อศาล มีตัวอย่างคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๕๙๒/๒๕๓๙ วินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ เป็นทายาทของผู้ตาย ทั้งเป็นมารดาและผู้แทนโดยชอบธรรมของทายาทซึ่งเป็นผู้เยาว์ จึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งยังเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วย การที่จำเลยที่ ๑ ขายที่ดินพิพาทซึ่งผู้เยาว์ในฐานะทายาทมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ ๑ กระทำในขอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกไม่ใช่ฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรผู้เยาว์จึงเป็นเรื่องผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกย่อมกระทำได้ จะนำหลักเกณฑ์เรื่องการทำนิติกรรมสำคัญซึ่งต้องขออนุญาตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔ มาใช้บังคับไม่ได้คดีนี้มีปัญหาว่าโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นมารดาของผู้เยาว์ซึ่งเป็นทายาทของผู้ตาย ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจะโอนขายที่พิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกซึ่งตกได้แก่ผู้เยาว์โดยไม่ขออนุญาตศาลได้หรือไม่ เพราะตามปกติแล้วบิดามารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของผู้เยาว์จะทำนิติกรรมสำคัญของผู้เยาว์บางกรณี เช่น ขายที่ดินของผู้เยาว์ ดังนี้ ต้องขออนุญาตศาลก่อนเมื่อศาลอนุญาตแล้วจึงจะทำได้ (มาตรา ๑๕๗๔)แต่เรื่องนี้เป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาท ศาลฎีกาเห็นว่ากรณีนี้มารดาของผู้เยาว์กระทำในฐานะผู้จัดการมรดกจึงขายที่ดินนั้นได้ ขอให้ท่านผู้อ่านสังเกตว่าคดีนี้มารดาของบุตรผู้เยาว์มีสองฐานะคือเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และผู้แทนโดยชอบธรรมฐานะหนึ่ง(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๖ และ ๑๕๖๙) และเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายซึ่งผู้เยาว์เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกอีกฐานะหนึ่ง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๑ และต่อ ๆ ไป) จึงมีปัญหาการตีความในทางกฎหมายดังที่กล่าวมาแล้วซึ่งเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีแล้วการขายที่ดินมรดกดังกล่าวนั้นกระทำในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เพราะมรดกของผู้ตายยังอยู่ในระหว่างการจัดการ ผู้จัดการมรดกจึงสามารถกระทำได้ภายใต้หลักเกณฑ์บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าคดีจัดการมรดก ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติว่าด้วยการจัดการมรดก มาตรา ๑๗๑๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัด หรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกการที่กฎหมายให้อำนาจไว้เช่นนี้ เพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปโดยรวดเร็ว เพราะมีทั้งการรวบรวมทรัพย์มรดก ติดตามหนี้กองมรดกและรวมทั้งชำระหนี้กองมรดกด้วย นอกจากนี้ก็อาจต้องฟ้องคดีเมื่อมีความจำเป็น ในที่สุดก็ต้องดำเนินการแบ่งปันมรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิตามกฎหมายต่อไป ดังความในมาตรา ๑๗๓๖ ในขณะซึ่งทรัพย์มรดกอยู่ในระหว่างจัดการ ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้เช่นฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ อนึ่งผู้จัดการมรดกต้องทำการทุกอย่างตามที่จำเป็น เพื่อเรียกเก็บหนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่กองมรดกในเวลาอันเร็วที่สุดที่จะทำได้และเมื่อเจ้าหนี้กองมรดกได้รับชำระหนี้แล้วผู้จัดการมรดกต้องทำการแบ่งปันมรดกบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นอำนาจผู้จัดการมรดก แม้ว่าอาจมีข้อความคล้ายคลึงกับเรื่องการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ของผู้ใช้อำนาจปกครอง แต่ก็มีข้อแตกต่างกันแห่งวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เนื่องจากเป็นการปกป้องคุ้มครองส่วนได้เสียและสิทธิประโยชน์ของผู้เยาว์ แต่การจัดการมรดกนั้นมุ่งหมายที่จะให้มีการแบ่งปันมรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิตามกฎหมายในที่สุด

อย่างไรก็ดีถ้ามิใช่การดำเนินการโดยผู้จัดการมรดกแล้ว บิดามารดาผู้ใช้อำนาจปกครองหาทำได้ไม่ หากเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๗๔ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตเท่านั้น เช่นบิดาของผู้เยาว์ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรต้องเสียค่าทำศพไป จึงมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิด ถือว่าผู้เยาว์ได้มาซึ่งทรัพย์สินอย่างหนึ่ง หากมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยผู้ใช้อำนาจปกครองจะต้องทำสัญญาแทนผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองก็จะต้องขออนุญาตก่อน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๗๔(๑๒))เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองทำสัญญาไปโดยมิได้รับอนุญาตจากศาล จึงไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๘๙-๑๑๙๓/๒๕๒๑ และโปรดศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๐๖/๒๕๒๖ และ ๑๐๗๒/๒๕๒๗ ประกอบ)

สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๒๐๗/๒๕๔๔ ตามหัวข้อหมายเหตุซึ่งได้สรุปข้อเท็จจริงซึ่งได้ความเป็นข้อยุติไว้ข้างต้นแล้วก็เดินตามแนวทางเดิมที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว กล่าวคือเป็นการดำเนินการในฐานะผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทและโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๑๙ และ ๑๗๓๖ วรรคสอง เมื่อทายาทซึ่งรวมถึงผู้เยาว์ด้วยไม่โต้แย้งคัดค้าน ผู้จัดการมรดกจึงกระทำได้ โปรดศึกษาเพิ่มเติมจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๓๖/๒๔๙๑,๕๘๗/๒๕๒๒ และ๓๐๙๔/๒๕๒๘

จากคำพิพากษาศาลฎีกาตามหัวข้อหมายเหตุและคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องเรื่องกรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องขออนุญาตศาลทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามมาตรา ๑๕๗๔ และเรื่องการจัดการทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกกรณีที่มีผู้เยาว์เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก โดยผู้จัดการมรดกมีสองฐานะคือ ฐานะผู้จัดการมรดกและฐานะบิดามารดาผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร คงได้แนวทางในการดำเนินการเกี่ยวแก่ทรัพย์สินดังกล่าวแล้วแต่กรณีตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายต่อไป พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา