คือAmino 10000 กับ เวย์โปร เนี้ยมันต่างยังไงคับ ผมมุงหมันกับ Amino 10000 มากเลยคับ เพราะผมอ่าน



บทความ จากคุณพี่ พันตำรวจโทวิษณุ ตุวยานนท์ (webmaster www.tuvayanon.net ) ผู้ที่ทำไห้ผมรักคุณแม่ผมมากขึ้นโขเลยอิอิ



แต่ทำไมเพื่อนๆที่ฟิตเนสไห้ไช้ เวย์โปร ผมเลยสงสัยลองอ่านในเวบอื่นๆดู ที่ได้รับมาคือ ส่วนมากแล้วเขาไห้ไช้ เวย์โปร



แถมโจมตี Amino 10000 กันเป็นส่วนไหญ่ แต่ผมก็ยังเชื่อหมันใน Amino 10000 ตามที่ webmaster บอกอยุ่ดี



แต่ผมก็ข้องใจลึกๆอยุ่อะคับ ขอความกรุณาผู้รู้ด้วยนะคาบบบบบบบ ขอบคุณมากคับ


หน้าแรก กลับ 1 2 หน้าสุดท้าย


ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงที่มีรายงานพบ อาการท้องเสีย และอาการตะคริว สำหรับเรื่องของตะคริว อาจจะเกิดจากการออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป หรือมีภาวะขาดแคลเซียมร่วมด้วย



ข้อห้าม

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตทุกชนิด แต่ในคนปกติ จะไม่มีผลเสียใด ๆ ทั้งสิ้นต่อไต แม้จะทานเป็นระยะเวลานาน ( อ้างอิงที่ 4 ) นอกจากนี้ก็ไม่แนะนำในผู้ป่วยที่เป็น โรคหัวใจ เด็กและสตรีมีครรภ์



บรานช์-เชน อะมิโนแอซิด

( Branched-chain amino acid ; BCAAs )

Branched-chain amino acid คือกรดอะมิโนจำเป็น ชนิดที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง มีอยู่ด้วยกันสามตัว คือ ลิวซีน ( leucine ), ไอโซลิวซีน ( isoleucine ) และ วาลีน ( valine ) กรดอะมิโน จะเป็นองค์ประกอบของโปรตีนในกล้ามเนื้อ แต่ที่พิเศษคือ Branched-chain amino acid เป็นกรดอะมิโนที่สามารถเผาผลาญได้โดยตรง ในเซลล์ของกล้ามเนื้อ ในขณะออกกำลังกาย ร่างกายจะสามารถใช้ BCAAs เป็นแหล่งพลังงาน เป็นผลให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ช่วยให้ออกกำลังได้นานขึ้น ไม่อ่อนล้า ( อ้างอิงที่ 5-7 ) เป็นที่นิยมใช้ในอาหารเสริมประเภทเสริมกล้ามเนื้อเป็นอย่างมาก



เวย์โปรตีน คอนเซนเทรท

Whey Protein Concentrate

เป็นโปรตีนสกัดเข้มข้นจากหางนม (whey protein) หางนมนี้จะมีโปรตีนเข้มข้นมากกว่าใน ไข่ ในนมถั่วเหลือง และเนื้อสัตว์ นอกจากจะมี กรดอะมิโน จำเป็นทั้ง 8 ชนิดที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ แล้วยังมี Branched-chain amino acid จำนวนมากอีกด้วย และมีกรด อะมิโน glutamine ซึ่งจะช่วยเพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนและไกลโคเจน เพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ กระตุ้นระดับของ growth hormone และเพิ่มภูมิคุ้มกัน

มีการวิจัยว่า การรับประทาน โปรตีนจากหางนม Whey Protein ตามหลังการออกกำลังกายจะเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ( อ้างอิงที่ 8 )และ เมื่อให้โปรตีนจากหางนม ร่วมกับ Creatine จะพบว่ามีการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ( วัดจาก lean body mass ) มากกว่าให้แต่โปรตีนอย่างเดียว ( อ้างอิงที่ 9 ) โปรตีนจากหางนมยังมีสารสำคัญอีกมากมายเช่น lactoferrin, beta-lactoglobulin, alpha-lactalbumin, glycomacropeptide และ immunoglobulins ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมระบบ ภูมิต้านทานของร่างกาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีงานวิจัย ในการช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บอีกจำนวนมาก เช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ ไวรัสตับอักเสบบี และโรคกระดูกพรุน ( อ้างอิงที่ 10 )



แอล-คาร์นิทีน ( L- Carnitine )

เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นได้เอง มีประโยชน์ในการช่วยในการเผาผลาญกรดไขมัน เป็นตัวนำกรดไขมันชนิด long chain เข้ามาสู่ ไมโตคอนเดรียของเซลล์กล้ามเนื้อ มาสร้างเป็นพลังงานในกล้ามเนื้อ ( อ้างอิงที่ 11 ) นั่นคือทำให้กล้ามเนื้อสามารถใช้พลังงานโดยการสลายไขมันได้ เป็นที่นิยมใช้ในนักกีฬาจำนวนมาก ปัจจุบัน มีงานวิจัยที่ชัดเจนว่า สามารถช่วยในเรื่องของความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย โดยสามารถลดเวลาพักฟื้นของกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังกาย ( อ้างอิงที่ 12 )



เอกสารอ้างอิง

1. Long-term creatine intake is beneficial to muscle performance during resistance training. J Appl Physiol. 1997 Dec;83(6):2055-63.

2. Acute creatine loading increases fat-free mass, but does not affect blood pressure, plasma creatinine, or CK activity in men and women. Med Sci Sports Exerc. 2000 Feb;32(2):291-6.

3. Creatine supplementation and health variables: a retrospective study. Med Sci Sports Exerc. 2001 Feb;33(2):183-8.

4. Long-term creatine supplementation does not significantly affect clinical markers of health in athletes Mol Cell Biochem. 2003 Feb;244(1-2):95-104.

5. Influence of ingesting a solution of branched-chain amino acids on perceived exertion during exercise. : Acta Physiol Scand. 1997 Jan;159(1):41-9

6. Branched-chain amino acids prolong exercise during heat stress in men and women. Med Sci Sports Exerc. 1998 Jan;30(1):83-91

7. Stimulation of muscle ammonia production during exercise following branched-chain amino acid supplementation in humans. J Physiol. 1996 Jun 15;493 ( Pt 3):909-22

8. Ingestion of casein and whey proteins result in muscle anabolism after resistance exercise. Med Sci Sports Exerc. 2004 Dec;36(12):2073-81.

9. The effect of whey protein supplementation with and without creatine monohydrate combined with resistance training on lean tissue mass and muscle strength. Int J Sport Nutr Exerc Metab. 2001 Sep;11(3):349-64.

10. Therapeutic applications of whey protein. Altern Med Rev. 2004 Jun;9(2):136-56

11. Carnitine and physical exercise. Sports Med. 1996 Aug;22(2):109-32.

12. L-Carnitine L-tartrate supplementation favorably affects markers of recovery from exercise stress. Am J Physiol Endocrinol Metab. 2002 Feb;282(2):E474-82




  • ชอบ





ยาและสารต้องห้ามในการกีฬา





ในการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ ทั้งในกีฬาท้องถิ่นหรือกีฬาระดับนานาชาติ มักพบปัญหาเกี่ยวกับยาและสารต้องห้าม (ยาโด๊ป) เสมอ การใช้สารต้องห้ามในนักกีฬาไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจเพื่อเสริมสมรรถภาพของร่างกาย เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน หรืออาจจะโดยความไม่ตั้งใจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ใช้ยารักษาโรคบางชนิดที่มีส่วนผสมของสารต้องห้าม ก็มีความผิดทั้งนั้นตามกฏบังคับของโอลิมปิกสากล การตรวจพบสารต้องห้ามในนักกีฬาจึงถือเป็นเรื่องใหญ่เสื่อมเสียชื่อเสียงของสถาบันและประเทศชาติตลอดจนอนาคตของนักกีฬาผู้นั้นด้วย แต่อย่างไรก็ตามความหอมหวานของชัยชนะ ชื่อเสียง เงินทอง ตลอดจนทรัพย์สิ่งของที่เป็นรางวัลล่อใจให้แก่ผู้ชนะยังเป็นสิ่งที่นักกีฬาอีกหลายคนมุ่งมั่นที่จะทำทุกวิถีทาง รวมทั้งการใช้สารต้องห้ามแม้จะรู้ว่าผิดทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อชัยชนะ เป็นการเอารัดเอาเปรียบนักกีฬาคนอื่นอย่างยิ่ง ดังนั้นการตรวจสารต้องห้ามในนักกีฬาจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความยุติธรรมในการแข่งขันตลอดจนความเท่าเทียมกันทางด้านสิทธิมนุษยชน



ปัจจุบันการแข่งขันกีฬาระดับชาติต้องมีการตรวจสอบสารต้องห้ามเสมอ ซึ่งสารต้องห้ามนี้มีประมาณ 200 ชนิด การตรวจสารต้องห้ามนี้จะรวมไปถึงกรรมวิธีในการทำให้เกิดสมรรถภาพที่ดีเป็นพิเศษอีกด้วย สารต้องห้ามแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ดังนี้



กลุ่มที่ 1 เป็นยาและฮอร์โมน ได้แก่



1.1 สารออกฤทธิ์กระตุ้น (Stimulants) เป็นสารออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท เช่น แอมเฟตามีน โคเคน คาเฟอีน (มากกว่า 12 ไมโครกรัมต่อปัสสาวะหนึ่งมิลลิลิตร) เป็นต้น สารประเภทนี้ทำให้นักกีฬาตื่นตัวกระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอ ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย



1.2 สารออกฤทธิ์แก้ปวดและเสพติด (Narcotics ans analgesics) เป็นสารระงับปวด เกิดความรู้สึกหลอน เพ้อฝัน ไม่รู้จักความเจ็บปวด มักเป็นสารเสพติด เช่น ฝิ่น มอร์ฟีน เป็นต้น



1.3 ฮอร์โมนแอนาโบลิคสเตียรอยด์ (Anabolic steroids) เป็นสารที่สร้างความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้อและร่างกาย เพิ่มพละกำลัง มักพบในนักกีฬาประเภทนักยกน้ำหนัก นักมวยปล้ำ นักเพาะกาย นักกีฬาประเภทลู่ระยะสั้นและลาน เป็นต้น ตัวอย่างยาประเภทนี้ได้แก่ bolasterone mesterlone และ testosterone เป็นต้น



1.4 ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) เป็นยาที่ใช้ขับปัสสาวะเพื่อลดน้ำหนักหรือปกปิดการใช้สารต้องห้ามบางชนิด การใช้ยาประเภทนี้จะพบมากในนักมวยและกีฬาอื่นที่มีการจำกัดน้ำหนัก ตัวอย่างประเภทนี้ได้แก่ ฟิวโรซามีด แอซิทาโซแลมีด เป็นต้น



1.5 เพพไทด์ฮอร์โมน (Peptide Hormone) รวมทั้งสารที่คล้ายคลึงสารประเภทนี้ ทำให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนสเตียรอยด์ และ erythropoientin ซึ่งกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น สารประเภทนี้ได้แก่ human chorionic gonadotropin (HCG) สารประเภทนี้เป็นสารต้องห้ามตั้งแต่ปี 1990



กลุ่มที่ 2 เป็นการใช้สารกระตุ้นโดยกรรมวิธี



2.1 การให้เลือด ซึ่งทำโดยการถ่ายเม็ดเลือดแดงของตัวเองที่แช่เก็บเอาไว้ ล่วงหน้าทำให้ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงเพิ่มมากขึ้น เซลล์ร่างกายก็จะได้รับการถ่ายเทออกซิเจนได้ดียิ่งขึ้น อาจพบได้ในนักกีฬาที่ต้องใช้ความอดทนในการแข่งขัน เช่น มาราธอน จักรยานไกล เป็นต้น



2.2 การเปลี่ยนสมบัติและปริมาณของปัสสาวะโดยทางยา เคมี หรือ ปฏิบัติ อาทิเช่น การเติมสารบางอย่างลงไปในปัสสาวะ หรือการรับประทานยาบางชนิด เช่น probenecid เพื่อปิดกลั้นการขับถ่ายสารกระตุ้นออกจากร่างกายทางปัสสาวะชั่วคราว



กลุ่มที่ 3 คือสารที่อนุญาตให้ใช้ได้โดยมีข้อจำกัด การใช้ต้องรายงานให้คณะกรรมการ ฝ่ายแพทย์ของการแข่งขันทราบ สารในกลุ่มนี้ได้แก่



3.1 แอลกอฮอล์



3.2 กัญชา



3.3 ยาชาเฉพาะที่



3.4 คอร์ติโคสเตียรอยด์



3.5 ยาปิดกั้นเบต้า (Beta-blocker)



ในการตรวจสอบสารกระตุ้นต่างๆ นั้น แม้จะลำบากยากเย็นเนื่องจากวิวัฒนาการของ การใช้สารกระตุ้นก้าวหน้าขึ้น การตรวจสอบสามารถทำได้แน่นอนและพบผู้ใช้สารกระตุ้นเสมอ



 



โดยรศ.โสภณ เริงสำราญ และ ผศ.ดร.อมร เพชรสม 2536 จุฬาวิชาการวิทยานิทรรศน์ 2




  • ชอบ


สลด! นักปั่นมะกัน ทายากล้ามเนื้อถึงตาย







เมื่อ 10 มิ.ย. เอพีรายงานว่า ผลการชัณสูตรพบว่า สารเมทิลซาลิไซเลต (methyl salicylate) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของยาทาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นต้นเหตุการเสียชีวิตของ น.ส.เอเรียล นิวแมน ชาวนิวยอร์ก อายุ 17 ปี นักปั่นจักรยานครอสคันทรี ดาวรุ่งของสหรัฐอเมริกา



นางเอลเลน โบราโคฟ โฆษกแผนกชัณสูตรศพนครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า น.ส.นิวแมน อาจทายาแก้ปวดมากเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นประจำจนจำนวนยาที่ตกค้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการเสียชีวิตจากการทายาแก้ปวดเมื่อยนี้ พบขึ้นไม่บ่อยนัก ส่วนมารดาของ น.ส.นิวแมน กล่าวว่า ไม่น่าเชื่อที่ลูกสาวเสียชีวิตจากยาแก้ปวด



ด้านนายแพทย์เอ็ดเวิร์ด อาร์ซูลา ประธานศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยริชมอนด์ กล่าวว่า การใช้ยาทาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเป็นประจำ จะเป็นอันตรายกว่าผู้ที่ใช้นานๆ ครั้ง เนื่องจากการออกกำลังกาย และความร้อนจะทำให้ยาผ่านเข้าไปสะสมในร่างกายมากขึ้น



ทั้งนี้สารเมทิลซาลิไซเลต พบในยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาทิ ยี่ห้อเบนเกย์ และไอซี่ฮอต ซึ่งชาวอเมริกันนิยมใช้ และในครีมทาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อชื่อดังบางชนิดที่วางตลาดในประเทศไทย ก็มีส่วนผสมสารดังกล่าวเช่นกัน




  • ชอบ


อาหารของนักเพาะกาย



73288802.jpg





เกล็ดความรู้สำหรับอาหารของนักเพาะกาย



อาหารนักเพาะกายมีอะไรแปลกประหลาดหรือไม่?





ไม่มีอะไรแปลกประหลาดหรอกครับ ก็ทานอาหารธรรมดาๆ แบบของเรานี่เองแหละ เพียงแต่จะต้องพิถีพิถันในบางเรื่องเท่านั้นเอง อีกเรื่อง ก็เป็นเรื่องของ ปริมาณอาหาร ที่เรารับประทานเข้าไปด้วยครับ เพราะการเพาะกายก็คือการใช้พลังงานในการยกน้ำหนัก เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เราจึงต้องรับประทานมากกว่าคนปกติ แต่ถ้าคุณต้องการออกกำลังทั่วไป (FITNESS) ก็อาจจะ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่คงทานในปริมาณธรรมดาเหมือนคนทั่วไป ซึ่งผมไม่ขอพูดในเวบของผมนะครับ เพราะผมเชื่อมั่นว่าเพื่อนที่เข้ามาในเวบนี้ ต้องการร่างกายที่ใหญ่โต กำยำ แตกต่างจากคนทั่วไป อย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพียงแค่คนที่เดินสวนทางกับคุณตามห้างสรรพสินค้า มองคุณแล้วก็คิดว่าอีตานี่คงจะแข็งแรงนะ กล้ามเป็นมัดเลย แล้วก็เดินผ่านไป นั่นไม่ใช่เป้าหมายผม แต่สิ่งที่ผมต้องการคือ ให้คุณเป็นจุดศูนย์รวมแห่งความสนใจต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ก็ตาม ยืนรอรถตามป้ายรถเมล์ นั่งทานพิซซ่าในร้าน หรือจะเดินผ่านจิ๊กโก๋หน้าปากซอย เชื่อผมเถอะว่า ทุกคนจะ ให้ความสนใจคุณ จนบางครั้งคุณอาจลำบากใจไปเสียด้วยซ้ำ บทความที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปข้างล่างนี้แปลมาจากฝรั่ง ดังนั้นบางทีอาจจะหนักวิชาการและตัวเลขไปหน่อยนะครับ เพื่อนๆก็เลือกอ่านที่มันเป็นประโยชน์กับตัวคุณเองแล้วกันครับ





ปริมาณแคลอรี่ที่รับเข้าไปในแต่ละวัน





ในเรื่องนี้ บางทีมันก็เป็นเรื่องของแฟชั่น บางยุค บางสมัย ก็บอกว่าต้องทานอาหารที่มีแคลอรี่สูง แต่บางสมัยก็บอกว่าต้องทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครถูกใครผิด แต่ว่ามีสูตรของการคำนวณเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ยังใช้ได้ผลอยู่ และคนส่วนมากก็จะใช้กัน คือ สูคร 12 15 18 โดยมีวิธีคิดคือ ถ้าคุณต้องการลดน้ำหนัก หรือว่า ถ้าคุณมีอัตราการเผาผลาญอาหารที่ต่ำ (แปลเป็นไทยว่าหิวยาก) คุณก็ใช้น้ำหนักตัวของคุณ (เป็นปอนด์) คูณด้วย 12, ถ้าคุณต้องการคงน้ำหนักตัวคุณให้คงที่ ก็คูณด้วย 15 และถ้าคุณเป็นนักเพาะกายที่ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ ก็ต้องคูณด้วย 18 (ยกตัวอย่าง เช่นในผู้ชาย ที่มีน้ำหนักตัว 154 ปอนด์ (70 กก.) ก็ต้องรับแคลลอรี่ เป็นจำนวน 154 คูณด้วย 15 เป็น 2310 แคลลอรี่ ต่อวัน ถ้าเป็นคุณผู้หญิง น้ำหนัก 110 ปอนด์ (50 กก.) ก็ให้รับแคลลอรี่ เป็นจำนวน 110 คูณด้วย 15 เป็น 1650 แคลลอรี่ต่อวัน สำหรับนักเพาะกายที่กำลังอยู่ในช่วงแข่งขันให้ใช้สูตร 12 แต่ถ้าอยู่ นอกฤดูการแข่งขัน ก็ให้ใช้สูตร 15 หรือ 18 แล้วแต่ความสามารถในการเผาผลาญ อาหารของคุณ ( ศัพท์ฝรั่ง เขาเรียก high metabolism หมายความว่า คุณเป็นพวกที่ร่างกายเผาผลาญอาหารเร็ว ทำให้หิวบ่อยก็ให้ใช้สูตร 18) แต่โดยเฉลี่ย นักเพาะกายทั่วไปจะใช้สูตร 15 ครับ เมื่อถึงตรงนี้ คุณก็ทราบแล้วว่าจะรับแครอลี่ เข้าไปเท่าไรต่อวัน ต่อไปผมจะพูดถึงแหล่งที่ให้แคลอรี่แก่คุณ ซึ่งได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน โดยที่แคลอรี่ 30 - 35 % จะมาจากโปรตีน (คำว่าโปรตีน คือพวก เนื้อสัตว์ ไข่ ฯลฯ) และประมาณ 50 - 60 % มาจาก คาร์โบไฮเดรต (คาร์โบไฮเดรต คือพวก ข้าว น้ำตาล แป้ง ฯลฯ) และอีก 10 - 15 % มาจากไขมัน (คือ พวกน้ำมันทอดอาหาร หนังไก่ทอดฯลฯ) หรือคำนวณ ได้ดังนี้คือ โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต อย่างละ 1 กรัม จะให้ พลังเท่ากัน คือ 4 แคลลอรี่ ถ้าเป็น ไขมัน 1 กรัม จะให้ 9 แคลลอรี่





โปรตีน





โปรตีน คือ ตัวเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์กล้ามเนื้อของคุณ (อธิบาย - การเพาะกาย คือการยกน้ำหนัก เพื่อทำให้ เซลล์กล้ามเนื้อคุณฉีกขาด คนละแบบกับกล้ามเนื้อฉีกนะครับ เมื่อเซลล์กล้ามเนื้อฉีก ก็ถึงเวลาที่ต้องซ่อมแซม และตรงนี้แหละ คือหน้าที่ของโปรตีน ครานี้ ถ้าคุณรับโปรตีน มากกว่าคนปกติ ก็จะมีส่วนหนึ่งที่เหลือจากการซ่อมแซมจะเอามา เสริมสร้างกล้ามเนื้อของคุณให้ใหญ่ขึ้น เหมือนกับที่ ราเคยท่องจำสมัยเรียน ป.6 ว่าโปรตีนทำหน้าที่เสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อไงครับ) โปรตีนมีความสำคัญ เพราะว่ามันเป็นตัวสร้างผนังเซลล์ในร่างกายเราทั้งหมด ถ้าปราศจากโปรตีน แล้วล่ะก็ ไม่ว่า ผม เล็บ หรือ ระบบภูมิคุ้มกัน และทุกๆส่วนของร่างกายก็จะไม่ทำงาน สำหรับนักเพาะกายแล้ว ปริมาณที่เหมาะสม จะคำนวณได้จากน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ ควรจะได้รับโปรตีนอย่างน้อย 1 - 1.5 กรัม เพื่อรักษาความสด ของร่างกาย ในการฟื้นตัวของเซลล์กล้ามเนื้อที่จะรอการเล่นกล้ามครั้งต่อไป แหล่งโปรตีนที่ดีที่สุด (ตามแบบฉบับฝรั่ง) ได้แก่ โปรตีนผง และ อาหารเสริมโปรตีนที่ขายตามท้องตลาด ,ไก่งวง และไก่ธรรมดา, ปลาเนื้อขาว, เนื้อแดงล้วนๆ ไม่มีไขมัน, ไข่ขาว (อธิบาย - จะว่าไปแล้ว บ้านเมืองฝรั่งเขา ไม่อุดมสมบูรณ์ เหมือนบ้านเรา ของกิน มีราคาแพง และตัวเลือกมีน้อย ในขณะที่ บ้านเรานั้นอาหารมีราคาถูก และมีให้เลือกหลายอย่าง ผมสังเกตจากที่อ่านมานั้น อาหารฝรั่งจะมีรสชาตจืดชืด เราจึงไม่จำเป็นต้องไปซื้อไก่งวงมากินเลียนแบบเขาหรอกครับ ให้ใช้อย่างอื่นแทนเช่น เนื้อไก่ธรรมดานี่แหละ)





คาร์โบไฮเดรต





คาร์โบไฮเดรต คือแหล่งให้พลังงานของเราทุกคน ในที่นี้เราจะแบ่งคาร์โบไฮเดรตออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (simple carbohydrate) และ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (complex carbohydrate) โดยที่ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน คือคาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวยาก และตัวนี้แหละคือตัวที่คุณจะต้องทานหลังจากการเล่นเวทของคุณ ส่วนคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ถ้าคุณจะทาน อย่างน้อยควรจะให้เวลาผ่านไป 2 - 3 ชั่วโมงหลังการเล่นเวทของคุณเสียก่อน เหตุผลเพราะว่า สำหรับคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว หากรับเข้าไปหลังการเล่นเวททันที มันจะเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วมาก ซึ่งนั่นไม่เพียงแต่จะทำให้คุณรู้สึกเพลียและเหนื่อยล้า เพราะอินซูลินในร่างกายคุณรีบมาจัดการกับคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวตัวนี้เท่านั้น มันยังเร่งให้เกิดการแปรรูปคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวตัวนี้เป็นไขมันเก็บไว้ที่ชั้นใต้ผิวหนังด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง ทุกอย่างจะกลับกัน คือร่างกายจะเปิดประตูเพื่อจะรับคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ซึ่งถ้าคุณจัดหาให้ร่างกายได้ มันจะได้ผลดีมากๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ คือตอนที่คุณพึ่งเล่นเวทเสร็จ คุณจะแตะต้องมันไม่ได้เลย เหตุผลเพราะในเวลานี้ การเพิ่มปริมาณอินซูลินในร่างกาย จะทำให้ร่างกายคุณสด และฟื้นตัวจากการเล่นเวทอย่างหนักได้เร็วกว่าปกติมากเลยทีเดียว แต่ให้จำไว้ว่า ถึงแม้ คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว จะสำคัญ แต่คุณก็จะละทิ้งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนไปไม่ได้ เพราะ ตัวคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน จะทำให้พลังงานในร่างกายคุณอยู่ตัวตลอดทั้งวัน คาร์โบไฮเดรต จะให้พลังงาน 50 - 60 % ของแคลลอรี่ ที่คุณได้รับจากสารอาหารทั้งหมด โดยอัตราส่วนที่เหมาะสมสำหรับคาร์โบไฮเดรตคือ สำหรับมื้อทั่วๆไปนั้น คุณควรจะได้คาร์โบไฮเดรต 1 - 1.5 กรัม ต่อจำนวนโปรตีน 1 กรัม (หลักการจำ คือให้นึกภาพว่าเมื่อคุณทานเนื้อไก่ 1 กรัมคุณก็ต้องทานข้าว 1 - 1.5 กรัม จะได้เข้าใจความหมายของคำนี้ได้ แต่ในหลักความเป็นจริงแล้วเนื้อไก่ 1 กรัมไม่ได้ให้โปรตีนคุณ 1 กรัมหรอกนะครับ ผมสอนวิธีจำให้เฉยๆ) ส่วน มื้อที่ 2 หลังจากการเล่นเวท คุณจะต้องรับ คาร์โบไฮเดรต เพิ่มขึ้นเป็น 2 - 3 กรัม ต่อจำนวนโปรตีน 1 กรัม (อธิบาย - นักเพาะกาย ทั่วไป จะแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็กๆวันละ 6 มื้อ เพราะ เขาต้องทานเยอะมาก และไม่ต้องการให้มีปัญหาเรื่องหน้าท้อง) คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หาได้จากข้าวโอ๊ต, ข้าวไม่ได้ขัด, ถั่ว, ผักสีเขียว และเหลือง, ผักต้ม, มันหวาน (อธิบาย - อย่างที่บอกไว้ข้างต้นแหละครับว่าเราหาอย่างอื่นทดแทนได้ในบ้านเรา ไม่จำเป็นต้องไปทานอาหารจืดชืดแบบฝรั่งเขาหรอก เราก็ทานข้าวธรรมดา ผักจิ้มน้ำพริก มันต้มน้ำตาลแทน แถมยังจะดีกว่าของเขาด้วยซ้ำ) คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว หาได้จาก อาหารเสริม จำพวกโปรตีน, กรดอมิโน (สำหรับว่า ต้องการเท่าไรนั้น ก็พิจารณาจาก น้ำหนักตัวของคุณ) พิซซ่าใส่เนยที่ปราศจากไขมัน , แพนเค๊ก , ขนมปังซิเลียใส่ใส้ไก่งวง (สำหรับความรู้ ในหัวข้อเรื่อง คาร์โบไฮเดรตนี้ ทำให้เราทราบว่าหากเราไปเล่นเวทตามห้องเพาะกาย ตามโรงแรมนั้น เมื่อเล่นเสร็จเหนื่อยๆออกมา ทางบริกรก็จัดพวก โปรตีนปั่น ให้คุณ และยังขายในราคาแพงด้วยนั้น เมื่อคุณศึกษาหัวข้อที่ผ่านไปนี้แล้ว ก็จะทราบว่านั่นคือการกระทำที่ผิด เพราะคุณกำลังรับคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวเข้าไปหลังจากการเล่นเวทยังไม่ถึง 2 ชม.เลย ก็แล้วแต่นะครับว่าคุณจะเชื่อผม หรือเชื่อคนที่กำลังพยายามขาย โปรตีนปั่น ให้คุณกันแน่)





ไขมัน





อย่าเห็นว่า ไขมัน เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงและแตะต้องไม่ได้นะครับ โดยธรรมชาติแล้ว อย่างน้อยที่สุดร่างกายคุณจะสมดุลอยู่ได้ คุณจะต้องได้รับไขมันในปริมาณหนึ่ง ซึ่งไม่เท่ากันในแต่ละคน โดยถ้ายังจำหัวข้อเรื่องแคลลอรี่ข้างต้นได้ คุณก็จะคำนวณได้ว่าวันหนึ่งคุณควรจะรับไขมันเป็นปริมาณเท่าใด โดยคำนวณจากปริมาณแคลลอรี่ที่จะได้จากไขมันก่อน แล้วก็คำนวณจากพื้นฐานถัดมา คือต้องมีแคลลอรี่ที่ได้จากไขมันเป็นปริมาณ 10 - 15 เปอร์เซ็นต์ สำหรับแหล่งที่ให้ไขมัน ก็ได้จากอาหารธรรมดาที่เรากินอยู่นี่แหละ เช่น จากน้ำมันพืชที่ทำจากมะกอก (ของไทยเรา ก็คือ น้ำมันพืชธรรมดา นั่นแหละ)





อาหารมื้อดึก





อย่างน้อยในชีวิตนี้ คุณก็ต้องเคยได้ยินคนพูดบ้างไม่มากก็น้อยว่า อย่ากินอะไรก่อนเข้านอน เพราะจะทำให้คุณอ้วน และนั่นแหละ คือความคิดที่ไร้สาระที่สุดที่ผมเคยได้ยินมา คุณต้องปรับความเข้าใจเสียใหม่ว่าความรู้ที่ผมเสนอให้คุณนี้อยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และการวิจัย ลองผิดลองถูกมาเป็นเวลาหลายสิบปี ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดเองแล้วเอามาบอกคุณ คุณจะต้องรู้ว่าสำหรับนักเพาะกายที่ทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 6 มื้อ คือแต่ละมื้อห่างกัน 2 - 4 ชั่วโมง จนเป็นโปรแกรม ในการสร้างระบบ คะตะไลต์ (ระบบ การสังเคราะห์อาหาร เพื่อใช้เสริมสร้าง ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ) ให้แก่ร่างกายแล้วนั้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าร่างกายไม่ได้รับอะไรเลยเป็นเวลาถึง 10 - 12 ชั่วโมงตลอดทั้งคืน แน่นอนครับว่าการฟื้นตัว ของกล้ามเนื้อก็ต้องหยุดชะงักไป สิ่งที่จะเสนอแนะคือ คุณจะต้องแบ่งอาหารช่วงมื้อเย็นออกเป็น 2 มื้อเล็ก ผมไม่ได้พูดถึงมื้อใหญ่นะครับ โดยมีหลักอยู่ที่ว่า คุณจะต้องเน้นโปรตีน ากกว่าคาร์โบไฮเดรต เพราะเวลาที่เราเข้านอนแล้ว ร่างกายก็ไม่ต้องการพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตแต่อย่างใด เราใช้โปรตีนในการรักษาระบบการสังเคราะห์อาหารให้คงตัว และทำให้ ฮอร์โมนที่สร้างความใหญ่โตของกล้ามเนื้อไหลออกมาจากต่อมของมันในขณะที่เรากำลังหลับอยู่ ซึ่งนับเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก และคนมักมองข้ามไป โดยในทางปฏิบัติ ผมแนะนำให้ทานโปรดีนปั่น หรืออะมิโนเม็ด และไข่ขาวอย่างเดียวไม่มีไข่แดงจำนวน 3 - 4 ฟองก่อนนอน และถ้าเป็นไปได้ ในกลางดึกตอนที่คุณลุกมาเข้าห้องน้ำ ก็ควรทานเมนูเดียวกันนี้อีกครั้งด้วย แล้วอย่าลืมคำนวณปริมาณ แคลลอรี่ที่คุณรับไปในช่วงอาหารมื้อดึกนี้ เข้าไปในตารางประจำวันด้วยนะครับ ตัวผมเองนั้น รับรองโดยเอาหัวเป็นประกันเลยว่าการทานอาหารรอบดึกนี้ นอกจากจะทำให้คุณเป็นแชมเปี้ยนแล้ว มันจะไม่ทำให้ คุณอ้วน อย่างเด็ดขาดครับ




  • ชอบ


ช่วงนี้มีคนถามผมเรื่องการใช้อะนาบอลมากเลย บอกตามตรงว่าผมค่อนข้างตกใจ ที่มีคนอยากกินอะนาบอล(เดก้าก็ด้วย) มากขนาดนี้



พอลองค้นหาใน google ดูก็พบว่าเดี๋ยวนี้ตามเว็บต่างๆ ที่ขายพวกยาลดความอ้วน กลูตาไธโอน มีขายอะนาบอลกันเกลื่อนเลย เลยคิดว่าต้องเอาเรื่องนี้มาคุยกันให้จริงจังซักครั้งครับ



ผมจะเขียนในเชิงให้ความรู้นะครับ



ยานี้เป็นอนุพันธ์ของฮอร์โมนเพศชายในกลุ่ม anabolic steroids เมื่อเริ่มใช้ยากลุ่มนี้ จะไปมีผล 2 ด้าน



ด้านแรกยากลุ่มนี้จะไปออกฤทธิ์ตามเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เกิดการสร้างโปรตีนของเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ รวมถึงกล้ามเนื้อ กระดูก เม็ดเลือดแดง เป็นต้น



อีกด้านหนึ่งยา นี้จะไปสะท้อนกลับไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เสมือนว่าร่างกายมีฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้น และถ้าอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติ ก็จะมีกลไกสะท้อนกลับให้ร่างกายของเรา คือส่วนของอัณฑะไม่ให้สร้างฮอร์โมนเพศชายตามธรรมชาติ สรุปเมื่อกินยากลุ่มนี้เข้าไป จะไปกดการทำงานของอัณฑะ ทำให้ร่างกายลดการสร้างฮอร์โมนเพศชาย เมื่อใช้ไปนานๆ ต่อมที่สร้างฮอร์โมนชนิดนี้คือ อัณฑะก็จะฝ่อ เหี่ยวไปได้ และจะผลิตฮอว์โมนเพศชายเองไม่ได้อีกทั้งชีวิต



นอกจากนี้ ยังอาจเกิดผลข้างเคียงอื่นๆ ของยาชนิดนี้ได้ เช่น บวมน้ำ เลือดออกในกระเพาะอาหาร ภูมิคุ้มกันลดลง เพิ่มอัตราการเกิดเซลล์มะเร็ง ความดันโลหิตสูง เป็นสิว มีพิษต่อตับ ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง มีลักษณะของเพศหญิงมากขึ้น อัณฑะฝ่อเหี่ยว ต่อมลูกหมากโตเต้านมโต แคระแกร็นไม่โต ก้าวร้าว โมโหง่าย เป็นต้น



สำหรับนักกีฬา ปัจจุบันยากลุ่มนี้ถือเป็น ยาโด๊ป ซึ่งไม่แนะนำให้ใช้ ในนักกีฬา และมีการควบคุมการซื้อขาย ไม่สามารถซื้อได้ง่ายๆ ผิดกฏหมายด้วย แจ้งจับก็ได้นะครับ



และหากพบเห็นในอินเตอร์เน็ตว่าผ่าน อ.ย. หรือ FDA ของสหรัฐอเมริกา ผมบอกเลยว่าเป็นการอ้างกันอย่างหน้าด้านๆ ของพวกอยากขายของครับ สเตียรอยด์หลายตัวผ่าน FDA จริงครับ แต่ให้แพทย์ใช้เท่านั้นครับ เนื่องจากประโยชน์ทางการรักษาบางอย่าง เช่น การรักษาโรค SLE, สเตียรอยด์ยังมีการใช้ในผู้ที่มีการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เพื่อกดภูมิคุ้มกันและเกิดการยอมรับอวัยวะผู้อื่นได้ดีขึ้น หรือรักษาโรคข้ออักเสบที่รุนแรง ควบคุมไม่ได้ด้วยยาทั่วไป แต่ถ้าสงสัยว่ามีการติดเชื้อร่วมด้วย ห้ามใช้ สเตียรอยด์โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงขึ้น

และยังใช้รักษาโรคภูมิแพ้ที่รุนแรง ควบคุมด้วยยาอื่นไม่ได้ผล เช่น ยาต้านฮีสตามีนหรือยาขยายหลอดลม และควรใช้ในระยะเวลาสั้น นอกจากนี้สเตียรอยด์ยังมีการใช้ในกรณีที่รักษาด้วยยาอื่นๆ แล้วไม่ดีขึ้น หรือใช้กับผู้ป่วนเอดส์เพื่อรักษาอาการบางอย่าง เพื่อยืดชีวิตของผู้ป่วย แต่เท่าที่หาข้อมูลดูนั้น เค้าก็ห้ามซื้อขายอยู่ดี ใช้ได้ในโรงพยาบาลเท่านั้น และต้องใช้โดยแพทย์ด้วย ไม่อย่างนั้นคนซื้อและคนขายจะถูกจับ



และโดยส่วนตัวผมนั้น ผมไม่เคยเห็นด้วยกับการใช้สเตียรอยด์ในการเพาะกายเลยครับ เพราะมันมีผลข้างเคียงไปถึงระบบในร่างกายทุกระบบ โดยยิ่งมีการวิจัยผลของสเตียรอยด์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งพบผลกระทบที่เป็นอันตรายมากเท่านั้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีรายงานการจิจัยจากมหาวิทยาลัยในประเทศบราซิล รายงานว่าผู้ที่ใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน มีโอกาสเป็นมะเร็งเกือบ 100 % ครับ



เอาแค่นี้ละกันนะครับ


  • ชอบ


กินทั้งคู่นั้นล่ะครับ เอาทีละอย่าง เอาร่างกายตัวเองลองไปในตัว ว่าไอ้ที่ "เขาว่า" นี่จะขนาดไหน อาหารหลักจัดให้ครบๆเต็มๆไม่พอค่อยกินอาหารเสริมเข้าไปดีกว่า ส่วนจะเอาใหญ่ขนาดไหนนั้น ก็แล้วแต่โปรแกรมฝึกของตัวเองล่ะครับ ส่วนจะไปทางลัด หรือจะไปทางตรง ชั่งผลดีเสียแล้วคิดให้ถี่ถ้วนครับ


  • ชอบ


จับสาวทีมชาติแชมป์ฟิตเนสร่วมค้าสเตียรอยด์














thairath.jpg

72629


ตำรวจท่องเที่ยววางแผนล่อซื้อยาสเตียรอยด์ รวบนักกล้ามสาวทีมชาติที่เพิ่งคว้ารางวัลบอดี้ฟิตเนสหญิง มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2553 ซุกยาต้องห้ามมาส่งที่สถานีขนส่งเอกมัย เจ้าตัวคอตกสารภาพเพิ่งทำครั้งแรก หลังรู้จักร้านขายยาแถวพัทยาพาแนะนำให้เข้าร่วมขบวนการ เผยเบื้องหลังชุดสืบสวนแกะรอยพบเว็บไซต์จำหน่ายยาผิดกฎหมายเลยทำทีติดต่อสั่งของ...



นักเพาะกายหญิงทีมชาติถูกจับค้าสารสเตียรอยด์ เปิดเผยเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 มี.ค. พ.ต.อ. ชาคร ศรีวัฒนประยูร ผกก.1 บก.ทท. พ.ต.ต.จักรกริชเสรีบุตร สว.งานสืบสวน กก.1 บก.ทท. พ.ต.ต.บวรภพ สุนทรเรขา สว.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท. และ ร.ต.ต.พีรภัทร์ ปรมพุฒิ รอง สว.งานสืบสวน กก.1 บก.ทท. นำกำลังวางแผนล่อซื้อยาต้องห้ามที่มีสารกระตุ้นสเตียรอยด์ก่อนจับกุม น.ส.เพ็ญประกาย หรือฝน เทียงโงก อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 264 หมู่ 4 ต.นาด้วง อ.นาด้วง จ.เลย นักกล้ามทีมชาติไทย ขณะนำยาสเตียรอยด์ 200 หลอด มูลค่า 31,000 บาท มาที่บริเวณสถานีขนส่งเอกมัย ถนน สุขุมวิท เขตพระโขนง กทม.



เบื้องหลังการจับกุมครั้งนี้ พล.ต.ต.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ผบก.ทท. มอบหมายให้ พ.ต.อ.ชาคร ศรีวัฒนประยูร ผกก. 1 บก.ทท.ตรวจสอบเว็บไซต์เกี่ยวกับการโฆษณาขายสินค้าต้องห้าม หลอกลวงนักท่องเที่ยวต่างชาติ กระทั่งพบเว็บไซต์ www.alibaba.com โฆษณาจำหน่ายยาต้องห้ามจำพวกไวอากร้า และยาที่มีสารสเตียรอยด์ ร.ต.ต.พีรภัทร์ ปรมพุฒิ รอง สว.งานสืบสวน กก.1 บก.ทท.จึงทำทีติดต่อล่อซื้อผ่านเว็บมาสเตอร์ราว 10 วัน จนกลุ่มผู้ค้ายอมตกลงจำหน่ายยาสเตียรอยด์ให้ นัดส่งของกันที่สถานีขนส่งเอกมัย ก่อนจับกุมผู้ต้องหาสาวที่เป็นถึงนักเพาะกายบอดี้ฟิตเนสทีมชาติ



น.ส.เพ็ญประกายที่เพิ่งคว้ารางวัลบอดี้ฟิตเนสหญิง มิสเตอร์ไทยแลนด์ เมื่อปี 2553 คอตกยอมสารภาพอ้างรับจ้างขนยาสเตียรอยด์ครั้งแรก เพราะก่อนหน้าเคยซื้อยาบำรุงร่างกายประเภทวิตามินที่ร้านขายยาแห่งหนึ่งในพัทยาใต้ จ.ชลบุรี ทำให้รู้จักคนขายยาสเตียรอยด์ ที่เป็นยาต้องห้ามจึงว่าจ้างให้ขึ้นรถทัวร์จากพัทยามาส่งลูกค้าใน กทม. แลกค่าจ้าง 2,000 บาท กระทั่งถูกจับกุม แต่ยืนยันว่าตลอดชีวิตที่เล่นกีฬาเพาะกายไม่เคยใช้สารสเตียรอยด์ช่วยเพิ่มเสริมสร้างกล้ามเนื้อแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้แจ้งข้อหาจำหน่ายยาต้องห้าม ขัดกับ พ.ร.บ.การแพทย์ มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 10,000 บาท








  • ชอบ


Brock Lesnar ใช้สเตอรอยด์

mason ryan ใช้สเตอรอยด์

EZEKIEL JACKSON ใช้สเตอรอยด์และอีกหลายๆคนเรามาทำความเข้าใจกันหน่อยดีกว่าเกี่ยวกับสเตอรอยด์







ผู้ชายคนนี้ใช้สารสเตอรอยด์ในการฝึกกล้ามเนื้อโดยผู้ที่ขายให้เค้าอ้างว่าถ้าใช้อย่างฉลาดจะไม่มีผลต่อร่างกายใดๆทั้งสิ้นและให้กล้ามที่สวยงามและให้ผลที่ไวไม่ต้องเสียแรงกับการเพาะกาย







จากผู้ใช้กลายมาเป็นผู้ขายมีหน้ามีตาในสังคมเพาะกายไม่มีการตรวจสอบเพราะเค้าไม่ได้ลงประกาศในงานใดๆทั้งสิ้นคนที่ไม่รู้จึงคิดว่าเค้าเป็นสุดยอดในวงการ



ข้อสำคัญคือ การขายสเตอรอยด์นั้น กับเฮโรอีน สารกดประสาทอื่นๆ ผิดกฎหมาย และบทลงโทษนั้นพอๆกัน



เมื่อขาดสารสเตอรอยด์อย่างต่อเนื่องร่างกายจะเป็นเช่นนี้ครับ







WWE จึงถือว่าสารสเตอรอยด์เป็นสารต้องห้าม sin cara เคยโดนแบน30วันเนื่องจากตรวจพบสเตอรอยด์ในร่างกาย









จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้เลย ผมไม่ได้กล่าวว่าตัวเค้าใช้สารสเตอรอยด์แต่ว่าเจ้าหน้าที่ตรวจพบสารสเตอรอยด์ภายในบ้าน



อาการข้างเคียงของตัวสเตอรอย์นั้น ก่อให้เกิดอาการหวาดระแวง ซึมเศร้า หรืออารมณ์รุนแรงที่เรียกกันว่ารอยด์ เรจ (Roid Rage) อาจเป็นสาเหตุให้คริสเกิดอารมณ์ยั้งไม่อยู่ก่อเรื่องร้ายขึ้น ซึ่งต้องรอผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์นานหลายสัปดาห์ หรืออาจเป็นเดือน



เกี่ยว ข้องกับการตายของนักกีฬามวยปล้ำอาชีพมาแล้วหลายราย เริ่มตั้งแต่เอ็ดดี กัวร์เรโร เพื่อนสนิทของคริส เสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลวเมื่อปี 2548 นอกจากนั้นยังมีเคิร์ต เฮนนิค หรือฉายามิสเตอร์ เพอร์เฟกท์ เสียชีวิตเมื่อปี 2546 เพราะใช้ยาหลายประเภทรวมทั้งสเตอรอยด์



นอกจากนี้มีดาเวย์ บอย สมิธ หรือฉายาบริทิช บูลด็อก



เสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลวจากการใช้สเตอรอยด์ เมื่อปี 2545 ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า คริสได้รับสารสเตอรอยด์จากบริษัทแห่งหนึ่งในรัฐฟลอริดา ซึ่งขายฮอร์โมนสร้างการเจริญเติบโตและฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน โดยซื้อขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต



แล้วพวกกล้ามโตๆเค้าทำกันยังไง มันคือ ฝึกอย่างจริงจัง







ในตอนนี้ที่ภาพนี้คือตอนที่เค้า อายุ60ปีเต็มซึ่งดูแล้วมันสวยกว่านักมวยปล้ำหลายๆคนด้วยซ้ำทั้งๆที่อายุ60แล้ว



แต่นักมวยปล้ำไม่ใช่นักเพาะกายเค้าจึงไม่ได้คุมอาหารอย่างเข้มข้มและข้อดีของไขมันคือสะท้อนพลังทำลายทางกายภาพออกไปได้บ้างไม่ให้ถึงกับเสียหายที่กล้ามเนื้อโดยตรง



ก็หวังว่าจะมีคนเปลี่ยนทัศนะคติใหม่เกี่ยวกับสเตอรอยด์



ทุกวงการกีฬา ยี้สเตอรอยด์และสเตอรอยด์นั้นผิดกฎหมาย


  • ชอบ


ถาม : วิทย์/กรุงเทพฯ



ปัจจุบันอายุ 15 ปี น้ำหนัก 50 กิโลกรัม สูง 168 เซนติเมตร สนใจกีฬาเพาะกายมาตั้งแต่เด็ก เริ่มเล่นกล้าม จริงจังตอนอายุ 12 ปี กินอาหารโปรตีนไม่เพียงพอสำหรับนักเพาะกาย จึงไปซื้อโปรตีนเสริมมากิน ผลที่ได้คือมีกล้ามเนื้อหนาขึ้น แต่ยังไม่พอใจเท่าไหร่



มีนักเพาะกายหุ่นสวยมาก แนะนำยาอนาบอล บอกว่าถ้าใช้แล้วกล้ามขึ้นทันตา ผมค้นดูข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต พบว่าเป็นยากลุ่มเดียวกับสเตียรอยด์ วงการเพาะกายใช้กันจริงๆ และ เป็นยาอันตราย ควบคุมพิเศษ ถ้าใช้คู่กับยาฉีดอีกชนิดหนึ่งชื่อเดก้าจะเห็นผลยิ่งขึ้น ผมจึงตัดสินใจทดลองใช้ประมาณ 1 เดือน ผลที่ได้คือบางครั้งหิวข้าวอย่างรุนแรง เดินตอนเช้าขาจะไม่มีแรง พอได้รับยาอาการก็จะหายเป็นปกติ น้ำหนักไม่เพิ่ม กล้ามก็ไม่โต ทำให้ผมผิดหวัง มากๆ (กล้ามเนื้อไม่เจริญเติบโตเลยแม้แต่นิดเดียว) และทดลอง ใช้ครั้งที่ 2 ตามด้วยครั้งที่ 3 โดยเว้นช่วงประมาณ 2 สัปดาห์



ผลที่ได้ก็คือมีบาดแผลลักษณะมีน้ำเหลือง มีหนองเต็ม และแผลเหล่านั้นหายช้ามากๆ กล้ามก็ไม่เห็นโตเช่นเคย

ขอถามปัญหาดังนี้



1. ยาอนาบอลถูกผลิตขึ้นเพื่อรักษาโรคอะไร



2. ยาอนาบอลมีผลต่อร่างกายในระยะยาวอย่างไร



3. เดก้าคืออะไร ใช้รักษาโรคอะไร



4. ยาอนาบอล สามารถสร้างเนื้อได้จริงหรือไม่ มีสูตรการใช้อย่างไร



5. ทำไมใช้อนาบอลแล้วกล้ามไม่ขึ้น น้ำหนักก็ไม่เพิ่ม เหมือนคนอื่น แต่มีสิวเต็มหน้า แผลเต็มขา



6. มีนักเพาะกายใช้อนาบอลสร้างกล้ามเนื้อจริงหรือไม่ (รู้ดีว่าเป็นการใช้ยาในทางที่ผิด)



7. ยาเจริญอาหารตัวใดที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป



8. มีอาหารเสริมหรือยาตัวใดบ้างที่สามารถสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างรวดเร็ว



9. อนาบอลกดฮอร์โมนเพศชายหรือไม่





ตอบ : ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด



คุณเป็นคนหนึ่งที่หวังพึ่งยา เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการมีกล้าม สวยงาม สมชายชาตรี ซึ่งจะขอตอบตามคำถามเป็นข้อๆ ดังนี้



1. ยาอนาบอลถูกผลิตขึ้นเพื่อรักษาโรคอะไร

ยาอนาบอล (Anabolโ) เป็นชื่อทางการค้า ซึ่งประกอบ ด้วยตัวยา methandrostenolone เป็นยาในกลุ่ม anabolic steroids เป็นอนุพันธ์ของฮอร์โมนเพศชายที่มีฤทธิ์ในการสร้างโปรตีนให้กับเซลล์ร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อ กระดูก เจริญอาหาร และเม็ดเลือดแดง เป็นต้น จึงมีผู้นิยมนำมาใช้ในการช่วยเจริญอาหาร และเร่งการสร้างกล้ามเนื้อ



2. ยาอนาบอลมีผลต่อร่างกายในระยะยาวอย่างไร

ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อที่ 1 ว่ายานี้เป็นอนุพันธ์ของฮอร์โมนเพศชายในกลุ่ม anabolic steroids เมื่อเริ่มใช้ยากลุ่มนี้ จะไปมีผล 2 ด้าน



ด้านแรกยากลุ่มนี้จะไปออกฤทธิ์ตามเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เกิดการสร้างโปรตีนของเซลล์ เนื้อเยื่อต่างๆ รวมถึงกล้ามเนื้อ กระดูก เม็ดเลือดแดง เป็นต้น



อีกด้านหนึ่งยานี้จะไปสะท้อนกลับไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เสมือนว่าร่างกายมีฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้น และถ้าอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติ ก็จะมีกลไกสะท้อนกลับให้ร่างกายของเรา คือส่วนของอัณฑะไม่ให้สร้างฮอร์โมนเพศชายตามธรรมชาติ สรุปเมื่อกินยากลุ่มนี้เข้าไป จะไปกดการทำงานของอัณฑะ ทำให้ร่างกายลดการสร้างฮอร์โมนเพศชาย เมื่อใช้ไปนานๆ ต่อมที่สร้างฮอร์โมนชนิดนี้คือ อัณฑะก็จะฝ่อ เหี่ยวไปได้



นอกจากนี้ยังอาจเกิดผลข้างเคียงอื่นๆ ของยาชนิดนี้ได้ เช่น บวมน้ำ ความดันโลหิตสูง เป็นสิว มีพิษต่อตับ ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง มีลักษณะของเพศหญิงมากขึ้น อัณฑะฝ่อเหี่ยว ต่อมลูกหมากโตเต้านมโต แคระแกร็นไม่โต ก้าวร้าว โมโหง่าย เป็นต้น



ปัจจุบันยากลุ่มนี้ถือเป็นยาโด๊ป ซึ่งไม่แนะนำให้ใช้ ในนักกีฬา และมีการควบคุมการซื้อขาย ไม่สามารถซื้อได้ง่ายๆ เพราะจะส่งผลเสียกับผู้ใช้ยาได้ จึงควรปรึกษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์ ถ้าต้องการจะใช้ยานี้



3. เดก้าคืออะไร ใช้รักษาโรคอะไร

ยาเดก้า มาจากชื่อเต็มว่า Deca-Durabolinโ เป็นยาในกลุ่ม anabolic steroids เป็นยาที่เป็นอนุพันธ์ของ ฮอร์โมนเพศชายที่มีฤทธิ์ในการสร้างโปรตีนให้กับร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อ ได้เช่นกัน แต่อยู่ในรูปของยาฉีด และมีระยะเวลาการออกฤทธิ์นานกว่า แต่ก็มีผลข้างเคียงได้เช่นเดียวกัน



4. ยาอนาบอล สามารถสร้างเนื้อได้จริงหรือไม่ มีสูตรการใช้อย่างไร

สร้างกล้ามเนื้อได้จริง แต่ควรปรึกษาและอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพราะมีผลดีและผลเสียกับผู้ใช้ยาได้ ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 2



5. ทำไมใช้อนาบอลแล้วกล้ามไม่ขึ้น น้ำหนักก็ไม่เพิ่ม เหมือนคนอื่น แต่มีสิวเต็มหน้า แผลเต็มขา

ยาอนาบอลนี้ออกฤทธิ์ได้เร็ว แต่หมดฤทธิ์เร็ว จึงนิยมใช้เป็นตัวเริ่มต้น และใช้ยาในรูปของยาฉีดที่มีฤทธิ์นานกว่าร่วมด้วย แต่ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้แล้วมีเพียงบางคน ที่ได้ผลดี และมีอีกบางส่วนที่ไม่ได้ผล แต่อย่างไรก็ตามควรปรึกษาและอยู่ในการดูแลของแพทย์



6. มีนักเพาะกายใช้อนาบอลสร้างกล้ามเนื้อจริง หรือไม่ (รู้ดีว่าเป็นการใช้ยาในทางที่ผิด)

จริง แต่ก็มีผลเสียรุนแรง จึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์



7. ยาเจริญอาหารตัวใดที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป

ง่ายๆ อาจจะเริ่มด้วยวิตามิน บีรวม วิตามิน บี1-6-12 หรือวิตามินรวม ก็ได้ ถ้ายังไม่ดี อาจจะใช้ยาไซโพรเฮปทาดีน ซึ่งช่วยให้เจริญอาหารได้ดี หิวเก่ง ง่วงนอน จึงควรใช้ก่อนนอนวันละครั้ง เมื่อได้ผลดีแล้วก็ควรหยุดยา



8. มีอาหารเสริมหรือยาตัวใดบ้าง ที่สามารถสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างรวดเร็ว

สารอาหารที่ต้องการมากในการเสริมกล้ามเนื้อ ก็ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และเกลือแร่ ซึ่งถ้าได้จากอาหารตามธรรมชาติก็จะดีที่สุด



9. อนาบอลกดฮอร์โมนเพศชายหรือไม่

ใช่ ปัจจุบันนี้ยากลุ่มนี้จัดเป็นยาโด๊ป สำหรับนักกีฬา ซึ่งคำว่ายาโด๊ปนี้ นัยหนึ่งหมายถึงการใช้ยาเพื่อเอาเปรียบหรือเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน และมีอีกนัยหนึ่งที่หมายถึงผลเสียที่เป็นอันตรายต่อนักกีฬาผู้ใช้ยากลุ่มนี้ได้ ด้วย ดังนั้นจึงควรระวังถึงผลข้างเคียง ของยาที่ได้กล่าวไปแล้ว ถ้าต้องการใช้จึงควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร เพื่อให้เกิดการใช้ยาอย่างถูกต้อง ได้ผลดี และปลอดภัย



อนึ่งการสร้างกล้ามเนื้อให้เป็นมัดสวยงาม เป็นชายชาตรี ควรเริ่มด้วย การออกกำลังกายกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม และกินอาหารให้เพียงพอ อาจจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางกีฬาเพื่อให้ได้แนวทางการบริหารร่างกายอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังใจหวัง มีความสุข อยู่บนทางเดินสายกลาง เหมาะสมกับสภาวะต่างๆ






  • ชอบ


เอามาจากเวบขายของ



Anabolic Amino 10000 (อะมิโนหมื่น)



ส่วนประกอบสำคัญ (Mgs per 10000 mgs amino acid)

L-alanine 595.8 mg

L-arginine 434.0 mg

L Aspartic acid 984.7 mg

L Crystine 148.2 mg

L Glutamic acid 1571.7 mg

L Glycine 946.0 g

L Histidine 144.6 mg

L Isoleucine 490.2 mg

L leucine 997.6 mg

L Lysine 738.2 mg

L methionine 167.6 mg

L-phenylalanine 319.2 mg

L proline 804.7 mg

L Serine 539.6 mg

L threonine 549.9 mg

L tryptophan-natural 103.1 mg

L tyrosine 238.8 mg

L valine 484.4 mg



อันนี้คือไข่ขาว 100 กรัม (มีโปรตีน 10.9 กรัม)

Tryptophan 125mg

Threonine 449mg

Isoleucine 661mg

Leucine 1016mg

Lysine 806mg

Methionine 399mg

Cystine 287mg

Phenylalanine 686mg

Tyrosine 457mg

Valine 809mg

Arginine 648mg

Histidine 290mg

Alanine 704mg

Aspartic acid 1220mg

Glutamic acid 1550mg

Glycine 413mg

Proline 435mg

Serine 798mg



สรุปว่ามันก็ไม่ต่างจากไข่ขาวเท่าไหร่ ยิ่งนานวันเข้าผมก็เห็นเจ้าโฆษณา Peptein บ่อยขึ้น ทั้งในทีวีทั้งใน bts เรียกว่าเห็นกันจนเอือมไปเลย



โดยส่วนตัวผมว่าเขาทำการโฆษณาดีและมีสำนึกทางสังคมดีทีเดียว โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมเตรียมสมองติวเข้ม แต่ผมจะพูดถึงเรื่องประโยชน์ของ Peptein เท่านั้น



เจ้า Peptein มีประโยชน์ยังไง? ถ้าอิงจากโฆษณาของเขาล่ะก็ Peptein มี dipeptide และ tripeptide ที่ “ดูดซึมได้เร็ว” ซึ่งถ้าอิงพื้นฐานเลยมันก็ไม่ผิด แต่เขากล่าวไม่หมดว่าร่างกายต้องย่อย peptide เป็น amino acid ก่อนถึงจะดูดซึมได้จริงๆ (เว้นแต่ Peptide บางตัวที่ดูดซึมได้เลยซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ผมกำลังกล่าว)



แล้วคนที่สุขภาพดีนั้น สามารถย่อยเนื้อ นม ไข่ หรือก็คือโปรตีนทั้งหลายให้เป็น Peptide ได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว การทาน Peptein เสริมเข้าไปก็เหมือนเพื่อความรู้สึกทางใจมากกว่า



และเพราะว่าร่างกายคนปกติมีความสามารถในการย่อยและดูดซึมสารอาหารได้เพียงพอ การทาน Peptide เข้าไปก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่ร่างกายจะขับออกมาเท่านั้น



แต่การที่คนกินกันแล้วรู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งขึ้น ผมคิดว่า



1) Placebo effect – การที่ผู้บริโภคมีความเชื่อในตัวสินค้านั้นว่าช่วยทำให้สมองทำงานดีขึ้น เขาก็จะรู้สึกว่าสมองของเขาทำงานดีขึ้น



2) ขาดสารอาหาร – ผู้ที่เลือกกินอาหารโดยมีปัจจัยเรื่องเวลาเป็นหลัก(โดยเฉพาะเด็กเตรียมสอบที่ไม่มีเวลาทำอาหารเอง)มักจะไม่ได้ทานโปรตีนที่มีคุณภาพเพียงพอหรือมากพอ การได้รับโปรตีนคุณภาพจำนวน 8 กรัมใน Peptein อาจจะช่วยเสริมระบบทำงานของร่างกายก็ได้ อย่าว่าแต่คนสมัยนี้ชอบมีรูปร่างผอมๆ ทานกันเหมือนแมวดมเลย



ทีนี้บางคนอาจมีคำถามว่าแล้วคุณภาพโปรตีนสำคัญแค่ไหน ผมมีความเห็นว่าคุณภาพมาสวนทางกับปริมาณ ถ้าเราได้รับปริมาณโปรตีนเพียงพอ ก็มีความจำเป็นน้อยลงที่จะเน้นคุณภาพ



นักเรียนนักศึกษาสมัยนี้เรียนกันหนักกว่าเดิมและมีอุปกรณ์สารทนเทศที่พัฒนาเรื่อยๆช่วยประกอบการเรียนรู้ แล้วการสื่อสารที่สะดวกสบายขึ้นก็ช่วยให้พวกเขามีความรู้และข้อมูลที่ดี สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้คนเขาฉลาดขึ้นไม่ใช่เพราะการทาน “อาหารเสริม” ครับ


  • ชอบ


ยิ่งนานวันเข้าผมก็เห็นเจ้าโฆษณา Peptein บ่อยขึ้น ทั้งในทีวีทั้งใน bts เรียกว่าเห็นกันจนเอือมไปเลย



โดยส่วนตัวผมว่าเขาทำการโฆษณาดีและมีสำนึกทางสังคมดีทีเดียว โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมเตรียมสมองติวเข้ม แต่ผมจะพูดถึงเรื่องประโยชน์ของ Peptein เท่านั้น



เจ้า Peptein มีประโยชน์ยังไง? ถ้าอิงจากโฆษณาของเขาล่ะก็ Peptein มี dipeptide และ tripeptide ที่ “ดูดซึมได้เร็ว” ซึ่งถ้าอิงพื้นฐานเลยมันก็ไม่ผิด แต่เขากล่าวไม่หมดว่าร่างกายต้องย่อย peptide เป็น amino acid ก่อนถึงจะดูดซึมได้จริงๆ (เว้นแต่ Peptide บางตัวที่ดูดซึมได้เลยซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ผมกำลังกล่าว)



แล้วคนที่สุขภาพดีนั้น สามารถย่อยเนื้อ นม ไข่ หรือก็คือโปรตีนทั้งหลายให้เป็น Peptide ได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว การทาน Peptein เสริมเข้าไปก็เหมือนเพื่อความรู้สึกทางใจมากกว่า



และเพราะว่าร่างกายคนปกติมีความสามารถในการย่อยและดูดซึมสารอาหารได้เพียงพอ การทาน Peptide เข้าไปก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่ร่างกายจะขับออกมาเท่านั้น



แต่การที่คนกินกันแล้วรู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งขึ้น ผมคิดว่า



1) Placebo effect – การที่ผู้บริโภคมีความเชื่อในตัวสินค้านั้นว่าช่วยทำให้สมองทำงานดีขึ้น เขาก็จะรู้สึกว่าสมองของเขาทำงานดีขึ้น



2) ขาดสารอาหาร – ผู้ที่เลือกกินอาหารโดยมีปัจจัยเรื่องเวลาเป็นหลัก(โดยเฉพาะเด็กเตรียมสอบที่ไม่มีเวลาทำอาหารเอง)มักจะไม่ได้ทานโปรตีนที่มีคุณภาพเพียงพอหรือมากพอ การได้รับโปรตีนคุณภาพจำนวน 8 กรัมใน Peptein อาจจะช่วยเสริมระบบทำงานของร่างกายก็ได้ อย่าว่าแต่คนสมัยนี้ชอบมีรูปร่างผอมๆ ทานกันเหมือนแมวดมเลย



ทีนี้บางคนอาจมีคำถามว่าแล้วคุณภาพโปรตีนสำคัญแค่ไหน ผมมีความเห็นว่าคุณภาพมาสวนทางกับปริมาณ ถ้าเราได้รับปริมาณโปรตีนเพียงพอ ก็มีความจำเป็นน้อยลงที่จะเน้นคุณภาพ



นักเรียนนักศึกษาสมัยนี้เรียนกันหนักกว่าเดิมและมีอุปกรณ์สารทนเทศที่พัฒนาเรื่อยๆช่วยประกอบการเรียนรู้ แล้วการสื่อสารที่สะดวกสบายขึ้นก็ช่วยให้พวกเขามีความรู้และข้อมูลที่ดี สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้คนเขาฉลาดขึ้นไม่ใช่เพราะการทาน “อาหารเสริม” ครับ


  • ชอบ


คนไทยบ้ากินยา ติดอันดับต้นของโลก





ยาปฏิชีวนะ




ปี 2549 คนไทยทั้งประเทศ หมดเงินไปกับค่ายามูลค่า 76,000 ล้านบาท เทียบได้สัดส่วน ร้อยละ 30-40 ของค่ารักษาพยาบาลทั้งประเทศ สัดส่วนค่ายามหาศาลขนาดนี้ ถือว่า สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศที่หมดเปลืองกับค่ายา ไม่เกินร้อยละ 10-15 ของค่ารักษาพยาบาลทั้งประเทศ ในสายตาชาวโลก คนไทยจึงเป็น "โรคบ้ากินยา"ติดอันดับต้นๆ



ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการโครงการนำร่องเพื่อส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล หรือ Antibiotics Smart Use บอกว่า ยาเกือบทุกชนิดในโลกนี้ รวมทั้ง "ยาปฏิชีวนะ" (ยาที่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย หรือที่เรียกว่า Antibiotics Drug) ส่วนใหญ่เป็นยาอันตราย ซึ่งคนทั่วไปมักขาดความรู้ในการใช้



อาการแพ้ยา เช่น ผื่นคัน แน่นหน้าอก อาเจียน ท้องเสีย ชัก ตับถูกทำลาย ไตวาย หูหนวก ผิวหนังลอก จึงเป็นผลข้างเคียงที่พบเห็นได้บ่อย จากการใช้ยาปฏิชีวนะ และยาอันตราย อย่างพร่ำเพรื่อ



แต่ในเมืองไทย ทั้ง ยาฆ่าเชื้อ และ ยาปฏิชีวนะ กลับมีมูลค่าการใช้สูงสุดเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องมาหลายปี เฉลี่ยปีละประมาณ 16,000 ล้านบาท หรือราว 1 ใน 4 ของค่ายาที่คนไทยซื้อกินทั้งประเทศ



องค์การอนามัยโลก ประมาณการว่า กว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ยาฆ่าเชื้อ และยาปฏิชีวนะ ในไทย เป็นการใช้ยาโดยไม่จำเป็น นอกจากสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ เสี่ยงอันตราย ยังก่อให้เกิดปัญหา "เชื้อดื้อยาขั้นรุนแรง"




นพ.พิสนธิ์




นพ.พิสนธิ์ บอกว่า สาเหตุใหญ่ที่ทำให้เชื้อโรคหลายชนิดดื้อยาเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ หรือใช้ไม่ตรงกับสาเหตุของการ เกิดโรค ยกตัวอย่าง ในโรคหวัดทั่วไป ซึ่งมีอาการ น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ ซึ่งถือเป็นอาการของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน หรือที่ศัพท์แพทย์ เรียกย่อๆ ว่า "โรคยูอาร์ไอ" สาเหตุการเกิดโรคนี้เพียงร้อยละ 15 เท่านั้น ที่เกิดจากการติด เชื้อแบคทีเรีย เหมาะที่จะนำยาปฏิชีวนะ มาใช้รักษา



แต่อีกร้อยละ 85 ล้วนมีสาเหตุจากการติด เชื้อไวรัส ซึ่งเป็นโรคที่หายได้เอง โดยไม่ต้องกินยา



ขณะที่มีการติดเชื้อไวรัส ร่างกายจะเริ่มสร้างระบบภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัส เพื่อไม่ให้เชื้อฯ เพิ่มปริมาณ และป้องกันไม่ให้แพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น ระหว่างนั้นร่างกายจะสร้าง สารภูมิต้านทาน (แอนติบอดี้) และจดจำลักษณะสำคัญของไวรัสชนิดนั้นไว้ในเซลล์เม็ดเลือดขาว ถ้าในอนาคตร่างกายได้รับเชื้อไวรัสชนิดนั้นเข้าไปอีก และจะสร้างสารภูมิต้านทานที่เจาะจงต่อเชื้อไวรัสชนิดนั้น จากความทรงจำที่เก็บไว้ในเม็ดเลือดขาวอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายปลอดภัยจากการเป็นโรค



นพ.พิสนธิ์ บอกว่า ฉะนั้น ตามกลไกดังกล่าว แค่ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงความเย็น และพักผ่อนให้เพียงพอ อาการน้ำมูกไหล ไอ และเจ็บคอ ของโรคยูอาร์ไอ ก็จะหายได้เอง โดยไม่ต้องใช้ยา ส่วนอาการ "ไข้" เป็นปฏิกิริยาอย่างหนึ่ง ที่เกิดจากขบวนการภูมิต้านทานโรคของร่างกาย ในขณะที่ร่างกายทำการต่อสู้กับเชื้อไวรัส การมีไข้จึงเป็นขบวนการป้องกันตนเองของร่างกาย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส โดยการทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น



คุณหมอพิสนธิ์ บอกว่า ดังนั้น หากมีไข้ร่วมกับอาการน้ำมูกไหล ไอ และเจ็บคอ ก็แค่หายาลดไข้ (พาราเซตามอน) มากิน เท่านั้นพอ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเรา พบว่า มักมีการนำยาปฏิชีวนะ จำพวก อะม็อกซี แอมพิซิลลิน ออกเมนติน ซิโทรแม็กซ์ คลาซิด คราวิท ซีแด็กซ์ แบ็คทริม ฯลฯ มาใช้ทำการรักษาโรคยูอาร์ไอกันอย่างแพร่หลาย ทั้งที่ยาเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้โรคยูอาร์ไอหายเร็วขึ้น และไม่ได้ช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ เช่น โรคหูน้ำหนวก และปอดบวม



แต่การใช้ยาปฏิชีวนะในโรคยูอาร์ไอ ยังอาจทำให้เกิดโทษอย่างมหันต์ เช่น ทำให้ เชื้อโรคดื้อยา หรืออาจเกิดโรคแทรกซ้อน ถึงขั้นเสียชีวิตได้




ยาปฏิชีวนะ




"เมื่อป่วยเป็นโรคยูอาร์ไอ โอกาสที่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ มีน้อยกว่า 2 ใน 10 ครั้ง แถมใน 2 ครั้งนั้น จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์อย่างละเอียด ถึงจะระบุได้ว่า ควรใช้ยาปฏิชีวนะชนิดใด แต่บ้านเรากลับใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ"



คุณหมอฯ บอกว่า นอกจากนี้ คนทั่วไปยังมักเรียก "ยาปฏิชีวนะ" ตามความเข้าใจที่ผิดคิดว่าเป็น "ยาแก้อักเสบ" ทั้งที่ไม่ใช่ ทำให้เกิดความสับสนอย่างยิ่งและเป็นอันตราย



"คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า ถ้าเจ็บคอ คอแดง ต้องกินยาแก้อักเสบ ทั้งที่อาการดังกล่าวสามารถหายได้เอง โดยการพักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ ยกเว้นว่า อักเสบจนมีตุ่มหนองขึ้นในคอ จึงค่อยใช้ยากลุ่มแก้อักเสบ"



คุณหมอฯ อธิบาย "การอักเสบ" เป็นผลจากการที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอม หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อร่างกาย เช่น กรณี คออักเสบ เจ็บคอมาก ส่องไฟฉายจะเห็นคอแดงจัด ต่อมทอนซิลแดง และบวม ลักษณะเช่นนี้ ถือว่ามีอาการของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เป็นผลมาจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อการติดเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่ง



แต่การติดเชื้อที่คอ ส่วนใหญ่ร้อยละ 85 เกิดจากเชื้อไวรัส



ดังนั้น ถ้ากิน "ยาปฏิชีวนะ" เข้าไป โดยเข้าใจว่าเป็นยาแก้อักเสบ ทั้งที่ในความเป็นจริง ยาปฏิชีวนะมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่ได้ฆ่าเชื้อไวรัส นอกจากไม่เกิดประโยชน์ในการรักษาการอักเสบที่เกิดขึ้น ยังมีส่วนทำให้เชื้อโรคดื้อยา เพื่อลดปัญหาเชื้อดื้อยา และอันตรายที่อาจเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ นพ.พิสนธิ์ แนะนำว่า ทางที่ดีประชาชนทั่วไป ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง



สำหรับแพทย์ ก่อนสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะให้ผู้ป่วย ควรตรวจวินิจฉัยคนไข้อย่างละเอียด ถ้าพบว่า มีการติดเชื้อแบคทีเรีย จึงค่อยจ่ายยาปฏิชีวนะให้คนไข้ และไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะ เสมือนหนึ่งเป็นยาลดไข้ แก่คนไข้



นอกจากนี้ ทั้งครู เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เภสัชกร พยาบาล และแพทย์ ควรจะสร้างความเข้าใจใหม่ให้กับสังคมไทย โดยการเลิกเรียกยาปฏิชีวนะว่า "ยาแก้อักเสบ" เสียที เพื่อขจัดความเข้าใจที่สับสน และเป็นอันตรายต่อการนำมาใช้ "ผมอยากให้จำไว้สั้นๆ ว่า ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ ยาแก้อักเสบ โรคหวัดคออักเสบส่วนใหญ่ ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ยาปฏิชีวนะอันตราย ห้ามเอามาใช้พร่ำเพรื่อ"



นพ.พิสนธิ์ บอกว่า อัตราการดื้อยาในเมืองไทย มักเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยแบคทีเรียสามารถขยายการดื้อยา ด้วยการส่งผ่านชิ้นส่วนสารพันธุกรรมไปให้แบคทีเรียอื่น ที่อยู่ใกล้กัน




ยาปฏิชีวนะ




ดังนั้น ยิ่งใช้ยาปฏิชีวนะมาก หรือเกินจำเป็น เชื้อก็ยิ่งดื้อยามาก ปัญหาการดื้อยาเป็นปัญหาของชุมชน ลามไปสู่ระดับชาติ และระดับโลก เพราะเชื้อดื้อยาสามารถแพร่กระจายไปยังคนอื่นๆ ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราเชื้อแบคทีเรียดื้อยา สูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง



การแก้ปัญหาเชื้อดื้อยา โดยเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะตัวใหม่ ซึ่งมีราคาแพงมาก นอกจากไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว ยังช่วยเร่งให้เชื้อดื้อยาขยายวงกว้าง และรุนแรงขึ้น จนในที่สุดหมดหนทางรักษา เพราะคิดค้นยาตัวใหม่ไม่ทันต่ออัตราการดื้อยา



นพ.พิสนธิ์ ทิ้งท้าย ถ้าปัญหานี้ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และทันท่วงที วันหนึ่งคนไทยอาจตกอยู่ในภาวะเสี่ยง ไม่มียาปฏิชีวนะ ที่มีประสิทธิภาพใช้ เมื่อถึงคราวจำเป็น



  • ชอบ
ขอโทษนะครับ
ทุกครั้งที่ผมเข้ามาอ่านในกระทู้นี้ ที่มีการอัพเดทผมก็เข้าใจว่าจะมีการอัพเดทเกี่ยวกับหัวข้อของ. จขกท เพระาผมก็ลังเลกับอาหารเสริม2ตัวนี้อยู่.
แต่เข้ามาทีไรมันไม่เกี่ยวกันเลยอ่ะ
  • ชอบ


ทาน Amino 10000 ในปริมาณที่มากเกินไป หรือนานเกินไป จะทำให้สะสม มาก มีผลต่อตับและไต ที่มีหน้าที่ขับของเสีย ร่างกายรับสารเยอะเกินไปอาจเป็นผลร้ายมากกว่าผลได้ครับ

ร่างกายรับสารเยอะเกินไปอาจเป็นผลร้ายมากกว่าผลได้ครับ ร่างกายรับสารเยอะเกินไปอาจเป็นผลร้ายมากกว่าผลได้ครับ


  • ชอบ


muscle : กล้ามใหญ่








ภาพนักกล้ามสวยๆ สีสวยดี






















































  • ชอบ


4 ข้อเท็จจริงน่ารู้ เรื่องโปรตีน










ข้อเท็จจริงจากงานวิจัยเรื่องการบริโภคโปรตีนปริมาณสูงกับการสร้างปัญหาที่ไต





เอกสารรายงานทางวิชาการ The Atkins Blood Sugar Control Program (ABSCP) Guidelines ได้แนะนำว่าการรับประทานกลุ่มอาหารโปรตีนที่หลากหลาย สามารถช่วยยืดอายุการทำงานของไตคุณได้









นอกจากนี้ได้มีการศึกษากลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะโรคไตแทรกซ้อนในระดับรุนแรงและได้ทำการควบคุมอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอัตราการรอดชีวิตมากขึ้น โดยรายละเอียดของการศึกษาได้แบ่งกลุ่มผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 100 คน โดยกลุ่มที่ 1ได้รับพลังงานจากโปรตีนประมาณ 25-30% และรับพลังงานจากอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตประมาณ 35% อาหารกลุ่มโปรตีนที่ผู้ป่วยสามารถรับประทานได้ ประกอบด้วย ไก่ ไข่ ปลา ถั่วเหลือง และอื่นๆ ยกเว้นเนื้อวัวและเนื้อหมู เนื่องจากเนื้อสัตว์ 2 ชนิดนี้ให้ธาตุเหล็ก (Iron) ในปริมาณสูง ซึ่งมีผลต่อไตที่มีปัญหาอยู่แล้ว กลุ่มที่ 2 ให้ปฏิบัติตัวตามมาตรฐานการลดอาหาร ประเภทโปรตีนสำหรับผู้ป่วยโรคไต ซึ่งได้รับพลังงานจากอาหารกลุ่มโปรตีนเพียง 10% และรับพลังงานจากอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตประมาณ 65% การศึกษานี้ใช้เวลา 5 ปี ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ป่วยที่รับอาหารในกลุ่มที่ 1 ซึ่งได้รับโปรตีนปริมาณสูง และกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในปริมาณต่ำกว่าปกติ ให้ผลทางคลินิกที่ดีกว่า









ดังนั้นนักวิจัยจึงสรุปว่า การควบคุมการบริโภคอาหารในผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 ให้ประสิทธิภาพในการยืดอายุการทำงานของไตมากกว่ากลุ่มที่ 2 ซึ่งจำกัดอาหารกลุ่มโปรตีน ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะโรคไตแทรกซ้อน นอกจากนี้ยังลดอัตราการตายของผู้ป่วยด้วย









ข้อเท็จจริงจากงานวิจัยเรื่องการบริโภคโปรตีนกับอาหารแทรกซ้อนทางไตของผู้ป่วยโรคเบาหวาน





ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เคยคิดว่าการบริโภคโปรตีนในปริมาณสูงจะส่งผลต่อการทำงานหนักของไต และอาจทำให้เกิดการทำลายไตในเวลาต่อมา จากการศึกษาที่ผ่านมาไม่นานนี้ ชี้ให้เห็นว่าการจำกัดการบริโภคโปรตีนไม่ได้ลดการเกิดโรคไน แต่จะทำให้เกิดการขาดสารอาหารมากกว่า









โรคไตเป็นภาวะโรคแทรกซ้อนของคนที่เป็นโรคเบาหวาน แต่โรคไตไม่ได้เกิดกับคนที่เป็นโรคเบาหวานทุกคน สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคไตในคนที่เป็นโรคเบาหวานมาจากสาเหตุหลัก

3 ประการร่วมกัน คือ

1. ความดันโลหิตสูง

2. ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูง

3. ปริมาณอินซูลินในเลือดสูง

ซึ่งสาเหตุ 3 ประการนี้จะส่งผลต่อการทำลายเส้นเลือดเล็กๆ ที่ไตใช้กรองของเสียในร่างกายได้ ดังนั้น หากผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องการป้องกันการเกิดภาวะโรคไตแทรกซ้อน สามารถทำได้โดยการควบคุมการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะการจำกัดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล













ข้อเท็จจริงจากงานวิจัยเรื่องการบริโภคโปรตีนกับการสูญเสียแคลเซียมในกระดูก





การบริโภคโปรตีนในปริมาณสูงจะช่วยลดการเกิดกระดูกพรุนได้









จากผลการศึกษาในปี 1981 พบว่ากลุ่มผู้ชายที่บริโภคอาหารกลุ่มโปรตีนในปริมาณสูง จะพบปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมในปัสสาวะมากขึ้น แสดงว่าร่างกายมีการสูญเสีย แร่ธาตุแคลเซียมมากขึ้น แต่การศึกษาอื่นไม่ได้ผลเช่นนี้ ดังนั้นจึงไม่สามารถสรุปได้ว่า การบริโภคโปรตีนในปริมาณสูงจะก่อให้เกิดผลเสียต่อกระดูกได้









ต่อมาในปี 1998 ได้มีการศึกษาผลของการบริโภคโปรตีนต่อการดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมในคนที่บริโภคโปรตีนปริมาณสูง เทียบกับคนที่บริโภคโปรตีนปริมาณต่ำ ในหญิงสาว 7 คน พบว่าการดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมจะน้อยลงในคนที่บริโภคโปรตีน

ปริมาณต่ำ อีกหนึ่งการศึกษา ชื่อว่า Framingham study ในปี 2000 ซึ่งเป็นการศึกษาความสัมพันธ์เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ในหญิงสูงวัยจำนวน 615 คน กับการบริโภคโปรตีนในปริมาณสูง พบว่าหลังจาก 4 ปี กลุ่มที่บริโภคโปรตีนในปริมาณสูงจะสูญเสียมวลกระดูกน้อยกว่ากลุ่มที่บริโภคโปรตีนในปริมาณต่ำอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่เกี่ยวกับอายุ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ การได้รับแร่ธาตุแคลเซียม และการใช้ฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจน









ในปี 2002 ได้มีการศึกษายืนยันในเรื่องของการบริโภคโปรตีนว่ามีผลดีต่อกระดูก โดยการศึกษานี้ ศึกษาในผู้หญิงอายุมากกว่า 65 ปี และได้รับแร่ธาตุแคลเซียมและวิตามินดี อย่างละ 500 มิลลิกรัม และ 700 IU โดยการศึกษาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก

ได้รับแคลเซียมและวิตามิน แต่กลุ่มที่ 2 ไม่ได้รับ หลังจากครบ 3 ปี ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ได้รับแคลเซียมและวิตามินดี มีกระดูกที่แข็งแรงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับ และนอกจากนั้นยังพบว่าในกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมและวิตามินดี คนที่บริโภคโปรตีนในปริมาณสูงจะมีกระดูกที่แข็งแรงที่สุดจากการศึกษานี้ได้แสดงชัดเจนว่าโปรตีนสามารถในการช่วยดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียม









ในปี 2004 ได้มีการศึกษาเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับการบริโภคให้สมดุลระหว่างแคลเซียมและโปรตีน หลังจากที่ทำการศึกษาในผู้หญิงและผู้ชายจำนวน 32 คน เป็นเวลา 63 วัน พบว่าการบริโภคโปรตีน การบริโภคอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ช่วยทำให้กระดูกแข็งแรงทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย การศึกษานี้จึงช่วยสนับสนุนว่าการรับประทานโปรตีนทดแทนคาร์โบไฮเดรตจะช่วยในการรักษามวลกระดูกได้









ตาม ABSCP Guidelines จะเห็นได้ว่า ยิ่งเราได้รับปริมาณโปรตีนมากเท่าไหร่ เรายิ่งได้รับแร่ธาตุแคลเซียมมากเท่านั้น ยกตัวอย่าง เช่น เราได้รับแคลเซียมเพิ่มขึ้น เมื่อเรารับประทานเนยแข็ง และจากพืชผักตระกูลถั่ว นอกจากนี้เรายังได้รับแร่ธาตุอื่น ๆ ที่ช่วยในการรักษาความแข็งแรงของกระดูก เช่น แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และกรดโฟลิค และยังมีวิตามิน ดี ที่พบได้มากในไข่ เนย เนยแข็ง และปลา









ข้อเท็จจริงจากรายงานวิจัยเรื่องโปรตีนจากถั่วเหลืองยิ่งรับประทานโปรตีนจากถั่วเหลืองมากเท่าใด ยิ่งมีประโยชน์เท่านั้น...จริงหรือไม่





ในปี 1999 US FDA ได้รับรองการอ้างอิงผลเรื่องของสุขภาพหัวใจและโปรตีนจากถั่วเหลืองโดยอนุญาตให้สามารถเขียนอ้างได้ว่าการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอลต่ำที่ประกอบด้วยโปรตีนจากถั่วเหลืองวันละ 25 กรัมทุกวัน อาจจะช่วยในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยผลิตภัณฑ์ใดที่ต้องการอ้างอิงผลนี้ ต้องมีปริมาณโปรตีนจากถั่วเหลืองอย่างน้อย 6.25 กรัม ต่อ 1 หน่วยบริโภค แต่ไม่ได้หมายความว่ายิ่งรับประทานโปรตีนจากถั่วเหลืองมากเท่าใด ยิ่งมีประโยชน์เท่านั้น เนื่องจากว่าสารที่พบในถั่วเหลืองบางตัวเป็นสารที่คล้ายฮอร์โมนเพศ ชื่อ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งอาจจะมีผลต่อการกระตุ้นการเกิดมะเร็งเต้านมในคนที่มีประวัติครอบครัวที่เคยเป็นโรคนี้ อย่างไรก็ตาม สารที่คล้ายฮอร์โมนเพศที่พบในถั่วเหลืองนี้มีฤทธิ์อ่อนมากเมื่อเทียบกับฮอร์โมนเพศเอสโตรเจน ดังนั้นต้องมีการศึกษาต่อไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม การรับประทานโปรตีนจากถั่วเหลืองไม่ควรรับประทานเกินมากกว่า 2 เท่าจากที่ US FDA กำหนด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพจากการรับประทานโปรตีนมากที่สุด แนะนำให้ท่านปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ เภสัชกร หรือนักโภชนากร ก่อนการรับประทาน เพื่อท่านจะได้รับข้อมูลเพิ่มเติมในแง่มุมต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่สุขภาพของท่านเอง



*อ้างอิงข้อมูลจากเอกสาร Atkins Diabetes revolution ปี 2004 และ US FDA






  • ชอบ